<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข้อปฏิบัติของศาสนพิธีการ]]></title>
<link>https://pck.onab.go.th/th/content/category/index/id/21</link>
<atom:link href="https://pck.onab.go.th/th/content/category/index/id/21" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[พัดยศสมณศักดิ์]]></title>
<link>https://pck.onab.go.th/th/content/category/detail/id/21/iid/571</link>
<guid isPermaLink="false">97c6eb138bc4b7ab28ba137e25cce882</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pck.onab.go.th/cms/s29/u1/เกี่ยวกับเรา/ตราสำนักงานพระพุทธศาสนา.png" style="width: 100px; height: 120px;" /></p>

<p><strong>พัดยศสมณศักดิ์<br />
ประวัติพัดยศ</strong><br />
พัดยศ คือพัดเกียรติยศอันเป็นเครื่องราชสักการะอย่างหนึ่งที่พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่พระภิกษุผู้มีฐานันดรในคณะสงฆ์ เป็นการประกาศเกียรติคุณเพิ่มขวัญและกำลังใจแก่พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามอย่างโบราณราชประเพณี&nbsp;<br />
&nbsp;พัดยศ เป็นเครื่องประกอบสมณศักดิ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชานุญาตให้สร้างขึ้น เพื่อถวายแก่พระสังฆาธิการในโอกาสรับพระราชทานสมณศักดิ์ โดยจะนำมาใช้เฉพาะงานรัฐพิธีและการพระราชพิธีเท่านั้น วิวัฒนาการของพัดยศก่อนจะมีรูปแบบดังที่พบเห็นอยู่นี้ มีความเป็นมาที่ยาวนานและได้มีการพัฒนารูปแบบมาหลายครั้ง หากสังเกตให้ดีจะพบว่าตาลปัตรหรือพัดยศมีอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดก็มีรูปทรง ลวดลาย ตลอดจนสีสันงดงามแตกต่างกันออกไปตามระดับของชั้นยศที่ได้รับพระราชทาน<br />
<img alt="" src="https://pck.onab.go.th/cms/s29/u175/2.jpg" style="width: 1000px; height: 425px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pck.onab.go.th/th/file/get/file/20210611c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c112959.jpg' type='image/jpg' length='31356' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ศาสนพิธีในงานของทางราชการ - งานวันจักรี ]]></title>
<link>https://pck.onab.go.th/th/content/category/detail/id/21/iid/572</link>
<guid isPermaLink="false">f8849dc716089f39c0fb720f5c4d7c70</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pck.onab.go.th/cms/s29/u1/เกี่ยวกับเรา/ตราสำนักงานพระพุทธศาสนา.png" style="width: 100px; height: 120px;" /></p>

<h2>ศาสนพิธีในงานของทางราชการ</h2>

<h4>ศาสนพิธีในงานของทางราชการ</h4>

<h4><br />
งานวันจักรี</h4>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วันที่ ๖ เมษายน ของทุกปี ทางราชการประกาศเป็นวันที่ระลึกวันจักรี โดยถือว่าวันนี้เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก องค์ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ พระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์นี้ ได้ขึ้นครองราชย์สืบสันตติวงศ์ต่อมาถึงรัชกาลปัจจุบัน ม.ร.ว.แสงโสม เกษมศรี และนางวิมล พงศ์พิพัฒน์ เขียนไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ - รัชกาลที่ ๓ (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๙๔) บทที่ ๑ ตอนหนึ่งว่า<br />
&nbsp;</p>

<p>&quot;...เมื่อสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก ซึ่งกำลังไปราชการทัพอยู่ที่ประเทศกัมพูชาทราบข่าวการจลาจล รีบยกกองทัพกลับมาถึงกรุงธนบุรีในวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๓๕ ราษฎรพากันชื่นชมยินดีออกไปคอยต้อนรับเป็นอันมาก ต่างร้องขอให้ช่วยปราบยุคเข็ญ ครั้นมาถึงพระราชวัง ข้าราชการ ทั้งปวงก็พากันอ่อนน้อมอัญเชิญขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อทรงจัดการเรื่องเกี่ยวกับพวกกบฏ และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระราชกิจประการแรกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงจัด ก็คือให้ใช้แต่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นฝั่งพระนครแต่ฝั่งเดียว และโปรดจัดสร้างกรุงเทพมหานครฯ ขึ้น... โปรดให้สร้างพระราชมณเฑียรขึ้นใหม่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นโดยย่อครั้งหนึ่งก่อน เพราะยังทรงจัดบ้านเมืองไม่เรียบร้อยและต่อมาอีก ๓ ปี คือในปี พ.ศ.๒๔๒๘ จึงโปรดให้จัดตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นใหม่อีกเต็มตามพิธีเยี่ยงโบราณราชประเพณี...&quot;</p>

<p>ฉะนั้น เมื่อถึงกาลเวียนมาบรรจบครบรอบ จึงได้จัดให้มีงานเป็น รัฐพิธี แต่ไม่มีพิธีสงฆ์ทางศาสนา คงมีแต่เฉพาะวิธีถวายสักการะบูชาพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ที่เชิงสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพุทธยอดฟ้า) และเปิดปราสาทพระเทพบิดรในพระบรมมหาราชวัง ให้ข้าราชการและประชาชนไปถวายสักการะบูชาพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เวลาบ่าย ๑๖ นาฬิกาวันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลาที่พระบรมาชานุสรณ์ ทรงจุดธูปเทียนถวายสักการะบูชาแล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ</p>

<p>ทางราชการประกาศกำหนดวันที่ ๖ เมษายน เป็นวันจักรี หยุดราชการ ๑ วันมีการชักและประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน และสำนักงานต่างๆ เป็นการเฉลิมฉลองและระลึกถึงวันแรกประดิษฐานพระราชวงศ์จักรี ซึ่งได้ครองราชย์ปกครองประเทศ ให้มั่นคงก้าวหน้ามาจนปัจจุบัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pck.onab.go.th/th/file/get/file/202007307f1de29e6da19d22b51c68001e7e0e54150013.jpg' type='image/jpg' length='321490' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[การขอพระราชทานเพลิงศพ - หลักเกณฑ์ในการขอพระราชทานเพลิงศพ]]></title>
<link>https://pck.onab.go.th/th/content/category/detail/id/21/iid/573</link>
<guid isPermaLink="false">b282c05bfad08256cf84e354d7c20871</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pck.onab.go.th/cms/s29/u1/เกี่ยวกับเรา/ตราสำนักงานพระพุทธศาสนา.png" style="width: 100px; height: 120px;" /></p>

<p>การขอพระราชทานเพลิงศพ<br />
หลักเกณฑ์ในการขอพระราชทานเพลิงศพ<br />
ผู้มีสิทธิ์ได้รับพระราชทานเพลิงหลวง และหีบเพลิงต้องมีตำแหน่งและชั้นยศ ดังต่อไปนี้<br />
1. พระสมณศักดิ์ ตั้งแต่ชั้น &ldquo;พระครูสัญญาบัตร&rdquo; ขึ้นไป และพระภิกษุ สามเณร เปรียญธรรม 9 ประโยค<br />
2. พระราชวงศ์ ตั้งแต่ชั้น &ldquo;หม่อมเจ้า&rdquo; ขึ้นไป<br />
3. ผู้ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์<br />
4. ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป<br />
5. ข้าราชการฝ่ายทหาร ตำรวจ ยศชั้นร้อยตรี ขึ้นไป<br />
6. พนักงานเทศบาลตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป<br />
7. ผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตั้งแต่ &ldquo;เบญจมดิเรกคุณาภรณ์&rdquo; (บ.ภ.) และ &ldquo;เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย&rdquo; (บ.ม.) ขึ้นไป<br />
8. ผู้มีเกียรติที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ &ldquo;จุลจอมเกล้า&rdquo; (จ.จ.) หรือ &ldquo;ตราสืบตระกูล&rdquo; (ต.จ.) ขึ้นไป<br />
9. ผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญ &ldquo;รัตนาภรณ์&rdquo; รัชกาลปัจจุบัน<br />
10. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล ที่ถึงแก่กรรมในขณะดำรงตำแหน่ง<br />
11. รัฐมนตรีที่ถึงแก่อนิจกรรม<br />
12. ผู้ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นกรณีพิเศษ</p>

<p>หลักเกณฑ์ในการขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ<br />
ผู้ที่สมควรได้รับการพิจารณาในการขอพระราชทานเพลิงศพกรณีพิเศษ ควรอยู่ในหลักเกณฑ์ ดังนี้<br />
1. ผู้ที่อยู่ในราชสกุล ชั้นหม่อมราชวงศ์และหม่อมหลวง<br />
2. พระสงฆ์ที่พระราชาคณะพิจารณาขอพระราชทานให้<br />
3. พนักงานรัฐวิสาหกิจระดับสูง<br />
4. ผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญราชรุจิ เหรียญกล้าหาญ และเหรียญชัยสมรภูมิ<br />
5. ผู้ที่ได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ เช่น ศิลปินแห่งชาติ นักกีฬาระดับชาติ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตสภาร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกสภาจังหวัดหรืออดีตสมาชิกสภาเทศบาล<br />
6. ผู้ที่ทำประโญชน์ เช่น บริจาคเพื่อการกุศล คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 300,000 บาท บริจาคร่างกายหรืออวัยวะ<br />
7. บิดามารดาของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับ 6 ขึ้นไป<br />
8. บิดามารดาของผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ &ldquo;ตติตาภรณ์ช้างเผือก&rdquo; (ต.ช.) ขึ้นไป<br />
9. บิดามารดาของพระสมณศักดิ์ ตั้งแต่ชั้น &ldquo;พระครูสัญญาบัตร&rdquo; ขึ้นไป<br />
10. บิดามารดาของข้าราชการทหาร ตำรวจ ตั้งแต่ระดับพันโท นาวาโท นาวาอากาศโท&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pck.onab.go.th/th/file/get/file/20210611c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b112521.jpg' type='image/jpg' length='20423' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[การขอพระราชทานเพลิงศพ - ขั้นตอนในการขอพระราชทานเพลิงศพ]]></title>
<link>https://pck.onab.go.th/th/content/category/detail/id/21/iid/574</link>
<guid isPermaLink="false">bdd061c6fc8d8a2f71eb4f7fbda540cd</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pck.onab.go.th/cms/s29/u1/เกี่ยวกับเรา/ตราสำนักงานพระพุทธศาสนา.png" style="width: 100px; height: 120px;" /></p>

<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<p>การขอพระราชทานเพลิงศพ - ขั้นตอนในการขอพระราชทานเพลิงศพ<br />
ขั้นตอนในการขอพระราชทานเพลิงศพ<br />
1. การขอพระราชทานเพลิงศพ : เจ้าภาพหรือทายาทผู้ประสงค์ขอพระราชทานเพลิงศพ จะต้องทำหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงเจ้าสังกัดของผู้ถึงแก่กรรม โดยระบุ<br />
- ชื่อ ตำแหน่ง ชั้น ยศ ของผู้ถึงแก่กรรม<br />
- ถึงแก่กรรมด้วยโรคอะไร ที่ไหน เมื่อใด<br />
- ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อะไรบ้าง<br />
- มีความประสงค์จะขอรับพระราชทานเครื่องเกียรติยศประกอบศพอย่างใดบ้าง<br />
- ระบุวัน เวลา สถานที่ที่ฌาปนกิจ<br />
2. การขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ : เจ้าภาพหรือทายาท<br />
ผู้ประสงค์ขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ ต้องทำหนังสือถึงเลขาธิการสำนักพระราชวัง โดยระบุ<br />
- ชื่อ - สกุล และประวัติโดยย่อของผู้ถึงแก่กรรม<br />
- ถึงแก่กรรมด้วยโรคอะไร ที่ไหน เมื่อใด<br />
- ระบุคุณงามความดีที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ หรือคุณสมบัติ<br />
ตามหลักเกณฑ์การพิจารณาการขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ</p>

<p>หลักฐานที่ต้องนำมาแสดงในการขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษนั้น จะต้องนำหลักฐานมาแสดง แก่เจ้าหน้าที่ ดังนี้<br />
- ใบมรณบัตรของผู้ถึงแก่กรรม<br />
- ใบทะเบียนบ้านของทายาทผู้ถึงแก่กรรม<br />
- บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรข้าราชการของทายาทของผู้ถึงแก่กรรม<br />
- หนังสือรับรองจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจใบอนุโมทนาบัตร ใบประกาศ เหรียญกล้าหาญ หรือเหรียญชัยสมรภูมิ ทั้งนี้ ต้องนำเอกสาร ต้นฉบับและสำเนาแนบมาพร้อมกับหนังสือด้วย<br />
3. ติดต่อวัดเพื่อเตรียมการพระราชทานเพลิงศพ : ในการขอพระราชทานเพลิงศพ ทั้งตามเกณฑ์ที่ได้รับพระราชทานและกรณีพิเศษนั้นจะต้องไม่ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และวันเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ พระราชพิธีฉัตรมงคล (และตามประเพณีนิยมไม่มีการเผาศพในวันศุกร์)</p>

<p>การขอพระราชทานเพลิงศพ - ขั้นตอนในการขอพระราชทานเพลิงศพ<br />
ขั้นตอนในการขอพระราชทานเพลิงศพ<br />
1. การขอพระราชทานเพลิงศพ : เจ้าภาพหรือทายาทผู้ประสงค์ขอพระราชทานเพลิงศพ จะต้องทำหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงเจ้าสังกัดของผู้ถึงแก่กรรม โดยระบุ<br />
- ชื่อ ตำแหน่ง ชั้น ยศ ของผู้ถึงแก่กรรม<br />
- ถึงแก่กรรมด้วยโรคอะไร ที่ไหน เมื่อใด<br />
- ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อะไรบ้าง<br />
- มีความประสงค์จะขอรับพระราชทานเครื่องเกียรติยศประกอบศพอย่างใดบ้าง<br />
- ระบุวัน เวลา สถานที่ที่ฌาปนกิจ<br />
2. การขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ : เจ้าภาพหรือทายาท<br />
ผู้ประสงค์ขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ ต้องทำหนังสือถึงเลขาธิการสำนักพระราชวัง โดยระบุ<br />
- ชื่อ - สกุล และประวัติโดยย่อของผู้ถึงแก่กรรม<br />
- ถึงแก่กรรมด้วยโรคอะไร ที่ไหน เมื่อใด<br />
- ระบุคุณงามความดีที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ หรือคุณสมบัติ<br />
ตามหลักเกณฑ์การพิจารณาการขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ</p>

<p>หลักฐานที่ต้องนำมาแสดงในการขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษนั้น จะต้องนำหลักฐานมาแสดง แก่เจ้าหน้าที่ ดังนี้<br />
- ใบมรณบัตรของผู้ถึงแก่กรรม<br />
- ใบทะเบียนบ้านของทายาทผู้ถึงแก่กรรม<br />
- บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรข้าราชการของทายาทของผู้ถึงแก่กรรม<br />
- หนังสือรับรองจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจใบอนุโมทนาบัตร ใบประกาศ เหรียญกล้าหาญ หรือเหรียญชัยสมรภูมิ ทั้งนี้ ต้องนำเอกสาร ต้นฉบับและสำเนาแนบมาพร้อมกับหนังสือด้วย<br />
3. ติดต่อวัดเพื่อเตรียมการพระราชทานเพลิงศพ : ในการขอพระราชทานเพลิงศพ ทั้งตามเกณฑ์ที่ได้รับพระราชทานและกรณีพิเศษนั้นจะต้องไม่ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และวันเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ พระราชพิธีฉัตรมงคล (และตามประเพณีนิยมไม่มีการเผาศพในวันศุกร์)</p>

<h2>&nbsp;</h2>
]]></description>
<enclosure url='https://pck.onab.go.th/th/file/get/file/20210611c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b112346.jpg' type='image/jpg' length='20423' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ศาสนพิธีในงานของทางราชการ - วันปิยะมหาราช]]></title>
<link>https://pck.onab.go.th/th/content/category/detail/id/21/iid/575</link>
<guid isPermaLink="false">3bea9123673cdd16bc31ee281e205c12</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pck.onab.go.th/cms/s29/u1/เกี่ยวกับเรา/ตราสำนักงานพระพุทธศาสนา.png" style="width: 100px; height: 120px;" /></p>

<p>ศาสนพิธีในงานของทางราชการ - วันปิยะมหาราช<br />
งานวันปิยมหาราช<br />
วันที่ ๒๓ ตุลาคม เป็นวันอภิลักขิตสมัย คล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดการงานพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานเป็นการประจำปี งานนี้จัดเป็นงานวันเดียว มีสวดมนต์ถวายเทศนาและสดับปกรณ์ พระสวดมนต์มีจำนวน ๒๐ รูป ไม่ได้นิมนต์ตามเกณฑ์สมณศักดิ์ แต่นิมนต์โดยถือเกณฑ์วัดที่เกี่ยวกับพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมอัฐิสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถและพระบรมอัฐิสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยิกาเจ้า ส่วนพระสดับปกรณ์พระบรมอัฐิ มีจำนวน ๕๗ รูป เท่ากับพระชันษาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนิมนต์ตามลำดับสมณศักดิ์จากสูงลงไปหาต่ำ พระถวายเทศนาก็นิมนต์พระราชาคณะชั้นสูงตั้งแต่ชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะลงมา งานพระราชพิธีนี้จัดที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยแต่บางครั้งก็จัดที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทไม่ต้องวงสายสิญจน์และไม่ต้องตั้งหม้อน้ำมนต์ เพราะเป็นพระราชพิธีทักษิณานุปทานทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเกี่ยวด้วยพระบรมอัฐิ มิใช่พระราชพิธีมงคล<br />
&nbsp;<br />
&nbsp;<br />
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเสด็จไปทรงวางพวงดอกไม้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ กราบถวายบังคมพระบรมรูปพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระบรมรูปทรงม้า) ที่ลานพระราชวังดุสิตก่อน แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระบรมมหาราชวัง เสด็จเข้าสู่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระองค์เดียว) ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จ พระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ กราบถวายบังคมพระบรมอัฐิแล้วประทับนั่งยังพระเก้าอี้พระสงฆ์ ๒๐ รูปสวดพระพุทธมนต์ (ระเบียบการสวดพระพุทธมนต์ในงานพระราชพิธีนี้ก็เช่นเดียวกันกับสวดพระพุทธมนต์ในงานพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคตรัชกาลที่ ๘ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น) เมื่อสวดพระพุทธมนต์จบแล้ว นิมนต์พระขึ้นนั่งยังธรรมาสน์ อาราธนาศีลและอาราธนาธรรม ถวายเทศนาจบ ยถาบนธรรมาสน์ขึ้นนั่งยังธรรมาสน์ สมเด็จพระสังฆราช หรือสมเด็จพระราชาคณะที่เป็นประธานในการสวดมนต์ตั้งพัดรับ สพฺพี ฯลฯ จบแล้ว ทรงประเคนเครื่องไทยธรรมกัณฑ์เทศน์ และทรงทอดผ้าสดับปกรณ์สังฆาการีนิมนต์พระสงฆ์ที่สวดมนต์ไปยังอาสนสงฆ์เพื่อสดับปกรณ์ การสดับปกรณ์พระบรมอัฐินี้คงนั่งตามลำดับสมณศักดิ์ ไม่นั่งสลับตามเกณฑ์วัดเหมือนสดับปกรณ์ผ้าคู่ในงานพระราชพิธีสงกรานต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ว่า อนิจฺจา ฯลฯ ชักผ้าสดับปกรณ์เสร็จแล้วกลับไปนั่งยังอาสนสงฆ์ตามเดิม สมเด็จพระสังฆราชถวายอดิเรก พระสงฆ์องค์ครองขึ้น สพฺพพุทฺธานุภาเวน ฯลฯ อยญฺจ โข ฯลฯ ภวตุ สพฺพมงฺคลํ ฯลฯ สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต แล้วสมเด็จพระราชาคณะ หรือพระราชาคณะรูปที่ ๒ ถวายพระพรลา เสร็จแล้วลงจากอาสนะกลับ สังฆการีจะนิมนต์พระเข้าสดับปกรณ์ทีละชุดอีกครั้งหนึ่ง กะพอดีกับที่นั่งบนอาสนสงฆ์ งานใหญ่เช่นนี้ตามปกติต้องมีมาติกา (หรือจะไม่มีมาติกาก็ได้ สุดแต่ฝ่ายสำนักพระราชวังจะแจ้งให้สังฆการีทราบ และสังฆการีก็เผดียงให้พระรูปหัวหน้าทราบอีกครั้งหนึ่ง) พระที่เข้าสดับปกรณ์ชุดแรก เมื่อว่า อนิจฺจา ฯลฯ ชักผ้าสดับปกรณ์เสร็จแล้ว ต้อง ยถา ฯลฯ สพฺพี ฯลฯ ถวายอดิเรก ฯลฯ อยญฺจ โข ฯลฯ ภวตุ สพฺพมงฺคลํ ฯลฯ จบแล้วรูปที่ ๓ ต้องถวายพระพรลา จึงลุกจากอาสนสงฆ์ออกไป พระสงฆ์ที่จะเข้าสดับปกรณ์ชุดต่อๆ ไปในงานเดียวกันนี้ ไม่ต้อง ยถา ฯ สพฺพีฯ ไม่ต้องถวายอดิเรก ไม่ต้องถวายพระพรลา เพียงแต่ว่า อนิจฺจา ฯลฯ ชักผ้าสดับปกรณ์แล้ว ก็ลุกจากอาสนสงฆ์ออกไปได้<br />
&nbsp;<br />
&nbsp;<br />
ในจังหวัดต่างๆ มีการพระราชพิธีวันปิยมหาราช ที่ศาลากลางจังหวัดและที่ว่าการอำเภอต่างๆ มีพิธีสงฆ์ ประกาศพระเกียรติคุณและการวางพวงมาลา กราบบังคมพระบรมรูปทรงม้า<br />
&nbsp;<br />
&nbsp;<br />
วันที่ ๒๓ ตุลาคม วันปิยมหาราช เป็นวันหยุดราชการ ๑ วัน ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ จะมีพิธีถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้าในกรุงเทพมหานคร มีการวางพวงมาลาและถวายบังคม พระบรมรูปทรงม้าที่ลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ในจังหวัด อำเภอต่างๆ ในงานพิธีบำเพ็ญกุศลที่ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอต่างๆ ทั่วพระราชอาณาจักร ในโรงเรียน สถานศึกษาทั่วพระราชอาณาจักร มักจัดพิธีที่สถานศึกษานั้นๆ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pck.onab.go.th/th/file/get/file/202007309fd98f856d3ca2086168f264a117ed7c150129.jpg' type='image/jpg' length='184979' />
</item>
</channel>
</rss>
