<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[วัดสำคัญของจังหวัด]]></title>
<link>https://pck.onab.go.th/th/content/category/index/id/110</link>
<atom:link href="https://pck.onab.go.th/th/content/category/index/id/110" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วัดใหม่ปลายห้วย]]></title>
<link>https://pck.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/8855</link>
<guid isPermaLink="false">43193f24432564a203c35131436342ec</guid>
<pubDate>Tue, 06 Jul 2021 10:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>วัดใหม่ปลายห้วย</strong><br />
&nbsp;<br />
ประวัติวัดใหม่ปลายห้วย &nbsp;ตั้งอยู่ที่บ้านปลายห้วย หมู่ที่ ๑๑ ต.เนินปอ อ.สามง่าม จ.พิจิตร เริ่มต้นในปี พ.ศ.๒๕๓๗ &nbsp;นายวงษ์ &nbsp; เที่ยงอยู่ ได้บริจาคที่ดินให้สร้างวัดแห่งนี้ จำนวน ๒ ไร่เศษ &nbsp; โดยมีผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านปลายห้วย ได้ช่วยกันสร้างกุฏิสงฆ์หลังแรก วันที่๘ พฤศจิกายน &nbsp;พ.ศ.๒๕๓๗ ตรงกับ วันอังคาร ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีจอ ต่อมาชาวบ้านได้นิมนต์พระภิกษุ &nbsp; ชื่อ หลวงตาดี &nbsp; สุภทฺโท มาอยู่จำพรรษา ณ วัดแห่งนี้เป็นรูปแรก แต่ด้วยความอัตคัดและลำบากในหลายเรื่อง จึงทำให้ท่านย้ายไปอยู่ที่อื่น&nbsp;<br />
&nbsp;ในปี พ.ศ.๒๕๓๘ หลวงปู่ทองดี &nbsp; อนีโฆ ได้มาบูรณะและเริ่มก่อสร้างถาวรวัตถุภายในวัดเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบัน วัดใหม่ปลายห้วยแห่งนี้ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๘<br />
อนุญาตให้ตั้งวัดเมื่อ วันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ &nbsp;ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๙<br />
&nbsp;หลวงปู่ทองดี &nbsp; อนีโฆ ประธานสงฆ์แห่งวัดใหม่ปลายห้วย ได้จัดให้มีการอบรมปฏิบัติธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้จัดให้มีการอบรมปฏิบัติธรรมเดือนละ ๑ ครั้ง<br />
วัดใหม่ปลายห้วยมีที่ดิน จำนวน ๑๓ ไร่ ๒ งาน ๘๕ ตาราวา และมีที่ธรณีสงฆ์ ๘๒ ไร่ หลวงปู่ทองดี &nbsp; อนีโฆเป็นผู้ดูแลและเป็นประธานสงฆ์ภายในวัดใหม่ปลายห้วย<br />
พระครูใบฎีกาอุดร &nbsp;ฐานุตฺตโร ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดใหม่ปลายห้วย &nbsp; ได้รับประกาศมหาเถรสมาคม ในการประชุมครั้งที่ ๒๔/๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๑ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แต่งตั้งให้วัดใหม่ปลายห้วย เป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดพิจิตร &nbsp;แห่งที่ ๑๒<br />
สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ประกอบด้วยหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดรองค์ใหญ่ที่สุดในโลก หลวงปู่โต พรหมรังสี กว้าง ๑๒ ศอก สูง ๔๘ ศอกพระสมเด็จอะระหังองค์ใหญ่ที่สุดในโลก หลวงปู่โต พรหมรังสีองค์ใหญ่ หน้าตัก ๙ ศอก ๙ นิ้ว หลวงพ่อเหลือ พระประธานในอุโบสถหน้าตัก &nbsp;๑๐๘ รูปปั้นพญาชาลวันจำศีลหน้าตัก ๗ ศอก พลับพลา ๕ กษัตริย์ พระธาตุสวรรณพิจิตรเจดีย์ &ldquo;รัตนแก้ว&rdquo; อยู่กลางสระน้ำมีขนาดฐานกว้าง ๔ วา สูง ๙ วา มีการประดับกระจกขาวบรรจุพระบรมสามรีริกธาตุ เสร็จภายในประมาณ ๒๑ วัน พระพิชิตมาร หน้าตัก ๗ ศอก เจดีย์ศรีพิจิตร หน้าตัก ๗ ศอก ลานเสาอโสกมหาราช มีพระพุทธรูป หน้าตัด ๔ ศอก ล้อมรอบจำนวน 28 พระองค์ วิหารหลวงพ่อเต็ม พระพุทธรุปอายุ ๑๕๐๐ ปี แกะจากไม้กลายเป็นหิน &nbsp;วิหารหลวงพ่อตะเคียนแก้ว &nbsp;แกะจากไม้ตะเคียนอายุ ๑๐๐๐ ปี &nbsp;วิหารอยู่หลังจระเข้ สร้างไม่ถึง ๓ เดือน ปริศนาธรรม คำสอนในพระพุทธศาสนา สำนวนสุภาษิต &nbsp;ภาพยมกปาฎิหาริย์ สร้างเพื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้าปราบพวกนอกศาสนา วิหารพระมหาเถรคันฉ่อง เป็นพระอาจารย์สมเด็จพระนเรศวร สมเด็จองค์ปฐมพระสัมมนาสัมพุทธเจ้า ขนาดหน้าตัก ๕ ศอก (๑๐๙ นิ้ว) พร้อมทั้งปิดทองประดับเพชรเบิกพระเนตรสมเจองค์ปฐม &nbsp;เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๐ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จไปทรงเททองหล่อพระกริ่งทองคำและทรงเบิกพระเนตรสมเด็จองค์พระพุทธปฐม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pck.onab.go.th/th/file/get/file/202107066512bd43d9caa6e02c990b0a82652dca101112.jpg' type='image/jpg' length='19688' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดหิรัญญาราม(บางคลาน)]]></title>
<link>https://pck.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/8854</link>
<guid isPermaLink="false">8bc8fb7114df7a805bfb9acb4153c9ef</guid>
<pubDate>Tue, 06 Jul 2021 10:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><strong>วัดหิรัญญาราม(บางคลาน)</strong></span><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดหิรัญญาราม แต่ชาวบ้านมักเรียกว่า วัดบางคลาน หรือ วัดวังตะโก &nbsp;เป็นวัดที่หลวงพ่อเงินเคยจำพรษาอยู่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเก่า สิ่งก่อสรางที่น่าสนใจของวัดนี้คือพิพิธภัณฑ์ รูปมณฑป ๒ ชั้นชั้นบนประดิษฐานรูปหล่อเท่าองค์จริงของหลวงพ่อเงิน เกจิอาจารย์ที่ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศรู้จักและเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่งที่เคยจำพรรษา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หลวงพ่อเงิน ท่านเกิดเมื่อ วันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๓ ตรงกับวันศุกร์ เดือน ๑๐ ปีฉลู บิดาชื่อ อู๋ มารดาชื่อ ฟัก ท่านเกิดที่บ้านบางคลาน อำเภอโพธิ์ทะเล จังหวัดพิจิตร บิดาเป็นชาวบางคลาน มารดาเป็นชาวบ้านแสนตอ อำเภอขาณุวรลักษณ์บุรี (แสนตอ) จังหวัดกำแพงเพชร ตั้งแต่อายุ ๓ ขวบ ได้ไปอยู่กับลุง ชื่อนายช่วง ที่กรุงเทพฯ และได้เข้าเรียนที่ บ้านตองปุ (วัดชนะสงคราม) จังหวัดพระนคร เมื่ออายุได้ ๑๒ (พ.ศ. 2365) ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรได้ศึกษาธรรมวินัย เวทย์วิทยาการต่างๆ จนแตกฉาน พออายุใกล้อุปสมบทท่านได้สึกจากสามเณรและหลังจาก ได้อุปสมบทแล้วได้จำพรรษาอยู่ที่วัดตองปุ (วัดชนะสงคราม) ได้ร่ำเรียนวิปัสสนาอยู่ ๓ พรรษา แล้วมาอยู่วัดคงคาราม (วัดบางคลานใต้) ได้ ๑ พรรษา ขณะนั้นหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ให้เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ท่านเป็นพระเรืองวิชา ชอบเล่นแร่ แปลธาตุ แต่หลวงพ่อเงินท่านเคร่ง ธรรมวินัย ชอบความสงบ ท่านจึงได้ย้ายไปอยู่หมู่บ้านวังตะโก ลึกเข้าไปทางลำน้ำเก่า<br />
กล่าวกันว่า....เดิมที่ท่านจากวัดคงคารามไปแล้ว ก็มาปลูกกุฏิด้วยไม่ไผ่มุงหลังคาด้วยแฝกอยู่องค์เดียว และพร้อมกันนั้นได้นำกิ่งโพธิ์มาปักไว้ที่ริมตลิ่ง (หน้าพระอุโบสถ) แล้วอธิษฐานว่าถ้าท้องถิ่นนี้จะเจริญรุ่งเรืองเป็นอารามต่อไป ก็ขอให้โพธิ์ต้นนี้งอกงามแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นนิมิตดีต่อไปด้วย และเหตุการณ์ก็เป็นจริงดังอธิษฐานไว้ ซึ่งต่อมาพื้นที่แถบนั้นก็ได้ปรากฏเป็น &quot;วัดวังตะโก&quot; เกิดขึ้น พระอารามแห่งนี้ &quot;หลวงพ่อเงิน&quot; ได้เป็นผู้สร้างไว้เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2377 ต่อมาวัดวังตะโก หรือวัดหิรัญญารามก็เจริญอย่างรวดเร็ว มีผู้คนเคารพนับถือและถวายตัวเป็นศิษย์ ขอมาฟังธรรม ขอเครื่องรางของขลัง และขอให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรคให้ ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์และสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณฝ่ายวิปัสสนา<br />
&quot;หลวงพ่อเงิน&quot; นับเป็นพระเกจิอาจารย์ ผู้เลื่องชื่อ ด้านไสยเวทเยี่ยมยอดที่สุดของเมืองพิจิตร จนเมื่อมาอยู่วัดวังตะโดและได้พัฒนาวัดจนรุ่งเรือง เป็นที่รู้จักกันไปทั่วว่า<br />
หลวงพ่อเงินสามารถรู้ผู้มาเยือนด้วยญาณวิเศษได้อย่างมหัศจรรย์ และยังเป็นหมอเชี่ยวชาญในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ชาวบ้านได้อย่างชะงัดอีกด้วย เคยมีผู้ไปลองดีกับท่าน ท่านก็แอ่นอกให้ยิง แต่กระสุนไม่ยอมออกจากลำกล้อง ความศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงอัจฉริยะของ &quot;หลวงพ่อเงิน&quot; บางคลาน นับว่าร่ำลือกันไปไกลมาก จนถึงขนาดเสด็จในกรม &quot;กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์&quot; ก็ยังเสด็จไปฝากตัวเป็นศิษย์ด้วย<br />
ผลงานที่สำคัญ<br />
๑. ด้านการก่อสร้าง หลวงพ่อมักเป็นธุระในเรื่องการสร้างถาวรวัตถุ ท่านเป็นนักก่อสร้าง ท่านควบคุมการก่อสร้างด้วยตนเอง ท่านรวบรวมปัจจัยได้จากการสร้างวัตถุมงคล เงินบริจาค สิ่งที่ท่านชอบสร้างอีกอย่างหนึ่งนอกจากโบสถ์ วิหาร ศาลา ก็คือ ศาลาพักร้อนเพื่อคนสัญจรไปมา<br />
๒. ด้านการรักษาโรคด้วยวิชาแพทย์แผนโบราณ หลวงพ่อเงิน เป็นหมอแผนโบราณ ทางด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยยาสมุนไพรหรือบางครั้งก็ใช้น้ำมนต์ ซึ่งก็ให้ผลในด้านกำลังใจ ปัจจุบันยังมีตำรายาและสมุดข่อย ของท่านที่เก็บรักษาไว้ที่วัดบางคลาน<br />
๓. เป็นพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงด้านวิปัสสนา เป็นศิษย์รุ่นเดียวกันกับหลวงพ่อศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท ซึ่งท่านได้ แนะนำให้กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้มาเรียนวิชาทางวิปัสสนากับหลวงพ่อ รวมทั้งสมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ก็เสด็จมาประทับที่วัดวังตะโก อยู่หลายวัน เพื่อเรียนทางด้านวิปัสสนา<br />
๔. พระเครื่องหรือพระพิมพ์ หลวงพ่อไม่นิยมสร้างพระเครื่อง เพราะท่านบอกว่า คงกระพันชาตรีเป็นเรื่องเจ็บตัว พระเครื่องรุ่นที่ หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่จึงมีน้อย และมีพระคุณานุภาพทรงคุณทางแคล้วคลาดคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม<br />
ท่านมีโรคประจำตัว คือโรคริดสีดวงทวาร ท่านรักษาตัวเองบางครั้งก็หาย บางครั้ง ก็กลับเป็นอีก ท่านเคยกล่าวว่า &quot;คนอื่นร้อยพันรักษาให้หาย แต่ผงเข้าตาตัวเองกลับรักษาไม่ได้&quot; ท่านมรณภาพเมื่อวันศุกร์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะแม ตรงกับ พ.ศ.๒๔๖๒ อายุได้ ๑๐๙ ปี<br />
<strong><span style="font-size:36px;">&nbsp;<br />
คำบูชาหลวงพ่อเงิน</span></strong><br />
วัดบางคลาน จ.พิจิตร<br />
นโม ๓ จบ</p>

<p>อะกะ อะธิ อะธิ อะกะ ธิอะ กะอะ<br />
วันทามิ อาจาริยัญจะ หิรัญญะ นามะกัง ถิรัง สิทธิ ทันตัง มหาเตชัง อิทธิ มันตัง วะสาทะรัง<br />
( สิทธิ พุทธัง กิจจัง มะมะ ผู้คนไหลมา นะชาลี ติ สิทธิ ธัมมัง จิตตัง มะมะ ข้าวของไหลมา นะชาลี ติ สิทธิ สังฆัง จิตตัง มะมะ เงินทองไหลมา นะชาลี ติ ฉิมพลี จะ มหาลาภัง ภะวันตุ เม )<br />
หมายเหตุ ในวงเล็บ จะสวดหรือไม่ก็แล้วแต่ครับ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pck.onab.go.th/th/file/get/file/20210706d3d9446802a44259755d38e6d163e820100840.jpg' type='image/jpg' length='38736' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดสำนักขุนเณร]]></title>
<link>https://pck.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/8852</link>
<guid isPermaLink="false">eee262f4097d3e28942c6c78f76f0cc9</guid>
<pubDate>Tue, 06 Jul 2021 09:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ประวัติหลวงพ่อเขียน</strong><br />
หลวงพ่อเขียน ธมมฺรักขิโต วาจาท่านศักดิ์สิทธิ์ทั้งตลอดชีวิตที่ประพฤติปฏิบัติในทางกรรมฐาน โดยเคร่งครัดเฉพาะเวลาวิกาลแล้วมักจะนั่งสมาธิอยู่ค่อนคืนเป็นประจำ จำพรรษาอยู่ที่วัดสำนักขุนเณร ตำบลวังงิ้ว อำเภอ บางมูลนาก จังหวัดพิจิตร และมีอายุยืนถึง๑๐๘ ปี หลวงพ่อเขียน เมื่อครั้งครองเพศฆราวาสท่านมีชื่อว่า เสถียร</p>

<p><strong>ชาติกำเนิด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เกิดเมื่อ วันเสาร์ เดือน ๔ ปีขาล พ.ศ. ๒๓๙๙ ที่บ้านตลิ่งชัน ตำบลชอนไพร อำเภอเมือง จังหวัด เพชรบูรณ์ บิดาชื่อ ทอง มารดาชื่อ ปลิด มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ๕ คน เป็นชาย ๓ หญิง ๒ ตัวท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ เมื่อยังครั้งเยาว์วัย หลวงพ่อเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด เมื่ออายุได้ ๑๒ ปี เกิดศรัทธาอยากบวชเป็น สามเณร จึงขออนุญาตจากบิดามารดา ท่านจึงได้เข้าบรรพชา เป็นสามเณร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ ที่วัด ทุ่งเรไร ในขณะที่เป็นสามเณร ได้ศึกษา อักขรสมัยกับท่านสมภาร พออ่านออกเขียนได้ และได้เรียน ภาษาขอม ควบคู่ไปกับภาษาไทย และเนื่องด้วยท่านมีความขยันหมั่นเพียร ในการเขียนอ่าน ท่าน สมภารจึง ได้เปลี่ยนชื่อจาก &ldquo;เสถียร&rdquo; มาเป็น &ldquo;เขียน&rdquo; นับแต่บัดนั้น สามเณรเขียนอยู่ในสมณเพศ จนอายุใกล้จะอุปสมบท ท่านได้สึกออกมาเป็นฆราวาส อยู่ระยะหนึ่ง จน อายุได้ ๒๐ ปีบริบูรณ์ (พ.ศ. ๒๔๒๐) ท่านได้เข้าอุปสมบท ณ วัดภูเขาดิน ใกล้กับแม่น้ำป่าสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีพระอาจารย์ประดิษฐ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระอาจารย์สอน กับพระอาจารย์ ทองมี เป็นพระกรรมวาจาจารย์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อ หลวงพ่อเขียน อุปสมบทได้ หนึ่งพรรษา บิดามารดา ได้รบเร้าให้ท่านสึก เพื่อจะได้แต่งงานกับ หญิงสาวผู้หนึ่ง ที่บิดามารดาอยากได้มาเป็นสะใภ้ แต่หลวงพ่อท่านปฏิเสธ และเพื่อให้พ้นความยุ่งยาก ท่านจึงได้ออกเดินทาง ไปเยี่ยมญาติที่บ้านวังตะกู อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ในเวลาต่อเวลา ระยะนั้น ทางวัดวังตะกูขาด พระภิกษุที่จะจำพรรษา ในปีนั้น กำนันตำบลวังตะกูจึงนิมนต์ ให้ท่านจำ พรรษา ณ ที่นั้น ต่อมาท่านได้ไปศึกษา ปริยัติธรรม ที่วัดเสาธงทอง จังหวัดลพบุรี มี พระอาจารย์ทอง เป็นครูสอน ท่านอยู่วัดเสาธงทองถึง ๙ พรรษา หลวงพ่อก็อำลาพระอาจารย์ทอง เพื่อไปศึกษาต่อ ที่วัดรังษี กรุงเทพฯ มี เจ้าคุณธรรมกิตติ เป็นเจ้าอาวาส ท่านได้ศึกษาเล่าเรียน ทั้งคันถธุระ และวิปัสสนา ธุระ อย่างเคร่งครัด นานถึง ๑๖ พรรษา แต่เมื่อวัดรังษี จะโอนจากวัดมหานิกาย เข้าเป็นวัด ธรรมยุตนิกาย ท่านไม่เต็มใจ จะเปลี่ยนนิกาย จึงได้ออกจากวัดรังษี มาจำพรรษาที่ วัดเสาธงทอง จังหวัดลพบุรี อีกครั้งหนึ่ง ท่านกลับมาจำพรรษาที่วัดเสาธงทอง ได้ ๙ พรรษา กำนันตำบลวังตะกู และชาวบ้าน จึงได้เดินทาง ไปนิมนต์หลวงพ่อ ให้มาจำพรรษาที่วัด วังตะกู อีกวาระหนึ่ง หลวงพ่อ ก็รับนิมนต์ และได้ออกเดิน ทางมาจำพรรษาอยู่ที่วัดวังตะกู ตั้งแต่บัดนั้น</p>

<p><strong>อ้ายยักษ์เขียวกัดหลวงพ่อ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลวงพ่อเขียน มาอยู่วัดวังตะกูได้ไม่กี่ปี ผู้ใหญ่พลาย บ้านห้วยเวียงใต้ ได้นำม้าตัวเมียมาถวายหลวง พ่อตัวหนึ่ง และต่อมานายทอง บ้านเขาอีแร้ง ก็ได้นำม้าตัวผู้สีเขียว ค่อนข้างดุ ชื่อ อ้ายเขียวยักษ์ มาถวายหลวงพ่ออีก วันหนึ่ง หลวงพ่อเขียน จูงอ้ายเขียวยักษ์ ไปกินน้ำที่สระข้างวัด อ้ายเขียวยักษ์ เห็นสระน้ำอยู่เบื้องหน้าก็ออกวิ่งไปด้วยความคึกคะนอง แล้วนึกอย่างไรไม่ทราบ มันกลับวิ่งหวนเข้า มาหาหลวงพ่อ ตรงเข้าโขก และกัดท่านที่หน้าผาก ไหล่ขวา และหน้าอก จนหลวงพ่อล้มกลิ้งไป แต่ จะหารอยแผลสักน้อยก็ไม่มี มีแต่รอยเขียวช้ำเท่านั้น ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ พากันคว้าไม้จะเข้าไป ไล่ตี เจ้าเขียวยักษ์ แต่หลวงพ่อรีบลุกขึ้นและร้องห้ามไม่ให้ตีมัน ท่านบอกว่า &ldquo;อ้ายเขียว มันลอง หลวงพ่อน่อ&rdquo; วันรุ่งขึ้น หลวงพ่อได้นำหญ้าอ่อนไปกำมือหนึ่ง แล้วเป่าคาถา อึดใจเดียวก็ยื่นให้ เจ้าเขียวยักษ์กิน แล้วท่านยังยกข้าวเปลือกที่แช่ในถังน้ำ มาให้มันเป็นของแถมเสียอีก หลังจากเจ้าเขียวยักษ์ กินหญ้า อ่อน และข้าวเปลือกแล้ว มันก็ยืนนิ่งเฉย ปล่อยให้หลวงพ่อ ลงอักขระ ที่กีบเท้าทั้งสี่ข้าง อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าเขียวยักษ์เกิดหลุดเชือก ไปกินข้าวในนา ของมรรคทายกนวม มรรคทายกเกิด โมโห คว้าปืนลูกซองยาว ยิงเจ้าเขียวยักษ์ด้วยลูกเก้า (ลูกแบบแตกปลาย) ลูกปืนถูกเจ้าเขียวยักษ์ อย่างจัง แต่ไม่ระคายผิวเจ้าเขียวยักษ์เลย นางมา เมียมรรคทายกนวม เห็นดังนั้น ก็เกิดความ โมโหหนักขึ้น ถึงกับไปยืนด่าว่า หลวงพ่อด้วยถ้อยคำหยาบคาย ต่างๆ นานา หาว่าหลวงพ่อเลี้ยงม้า ไม่ดี ปล่อยให้ไปรบกวนชาวบ้าน ให้เดือดร้อนเสียข้าวเสียของ หลวงพ่อท่านนิ่งฟังพักใหญ่ ก็บอกว่า &ldquo;เอ็งทำเป็นด่าข้าดีไปเถอะ ระวังปากเอ็งจะเน่า&rdquo; ต่อมาอีกไม่ กี่วัน นางมาได้เกิดป่วยเป็นโรคปากเปื่อย ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ จมขี้จมเยี่ยว เป็นที่น่าเวทนาแก่ผู้ ที่พบเห็น แต่เมื่อมีคนไปบอกหลวงพ่อ ท่านก็เมตตาสงสาร ได้ใช้ให้คนไปบอกนางมา ให้หาดอกไม้ธูป เทียน มาขอขมาท่านเสีย นางมาทราบแล้ว ก็รีบปฏิบัติตามทันที มิช้าก็หายป่วย ม้าของหลวงพ่อเขียน ที่เดิมมีเพียงตัวเมีย กับตัวผู้ คือเจ้าเขียวยักษ์นั้น ต่อมาก็ได้ผสมพันธุ์กัน จนถึง ปี ๒๔๗๗ ม้าก็เพิ่มจำนวนถึง ๗๐ ตัว ในจำนวนนี้ มันได้แบ่งพวกออกเป็น ๓ ฝูงๆ ละเกือบ เท่าๆ กัน ในฤดูแล้งม้า จะถูกปล่อยให้ไปหากินตามชายป่า หัวหน้าฝูงจะเป็นผู้นำ แต่ละฝูงจะอยู่ห่างกันไม่ เกิน ๑ เส้น (๔๐ เมตร) พอตกเวลาเย็น มันก็จะทยอยกันกลับวัด เข้าคอกเองโดยไม่ต้องมีคนไป ไล่ต้อน ถ้าเป็นฤดูฝน หรือฤดูหนาว หลวงพ่อจะเอาข้าวเปลือกแช่น้ำ มากองหลายๆ กองให้ม้ากิน บางทีท่านก็เอาน้ำตาลปี๊บ ไปป้อนลูกม้า ท่านทำเช่นนี้เกือบจะเป็นประจำ ด้วยความเมตตา</p>

<p><strong>มรรคยักยอกเงินก่อสร้าง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขณะที่หลวงพ่อเขียน จำพรรษาอยู่ที่วัดวังตะกู ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ นั้น หลวงพ่อพร้อมด้วยพุทธบริษัท ได้ชวนกันสละทุนทรัพย์ ตามกำลัง และศรัทธา และได้ช่วยกันหาปัจจัย สร้างโบสถ์ กำแพงแก้ว ซุ้ม ประตู และเจดีย์ ตัวพระอุโบสถนั้นเพียงแต่ก่ออิฐ แต่ยังมิได้ฉาบปูน แต่ในระหว่างการก่อสร้าง มรรคทายกผู้หนึ่งเป็นผู้รักษาเงิน และบัญชี ได้ยักยอกเอาเงินก่อสร้าง อุโบสถไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว โดยนำเงินไปซื้อไร่นา และปลูกบ้านเรือนใหญ่โต ทั้งได้ทำลายหลัก ฐานบัญชีเดิม แล้วทำบัญชีใหม่ปลอมแปลงแทน ครั้นถึงวันจ่ายค่าแรงงานก่อสร้างแก่นายช่าง หลวงพ่อ ก็เรียกปัจจัยจากมรรคทายกผู้นั้น แต่กลับได้รับคำปฏิเสธอย่างหน้าตาเฉย ว่าเงินที่ตนเก็บไว้ได้ถูก เบิกจ่ายไปหมดแล้ว เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น การก่อสร้างอุโบสถจึงได้หยุดชะงักลงทันที ชาวบ้านที่รู้เรื่องก็พากันมาถาม หลวงพ่อ ท่านบอกแก่พวกเขาเหล่านั้นว่า &ldquo;ใครโกงปัจจัยสร้างโบสถ์ ไม่ว่ารายไหนก็รายนั้น เป็น ต้องคลานขี้คลานเยี่ยว มันจะต้องฉิบหายวายวอด ถือกะลาขอทานเขากิน ไม่จำเริญสักคนน่อ&rdquo; อยู่ต่อมาไม่นาน ความวิบัติก็บังเกิดขึ้นแก่มรรคทายกผู้นั้น กับภรรยา ตลอดจนลูกสาว ลูกชาย ด้วย เกิดการเจ็บป่วยได้ไข้ ขึ้นมาพร้อมกันในวาระเดียว เริ่มด้วยเกิดคันลูกนัยน์ตา รักษาอย่างไรก็ไม่ หาย จนในที่สุด ตาบอดหมดทุกคน แม้หลานของมรรคทายกผู้นั้น ก็เกิดมาเสียลูกนัยน์ตาไปคนละข้าง ต้องทนทุกข์ทรมาน คลานขี้คลานเยี่ยว ดังหลวงพ่อท่านว่าไว้ไม่มีผิด ทองที่มีอยู่ ก็ถูกนำมาใช้จ่าย ในการรักษาจนหมดตัว ถึงกับขายไร่นา เพื่อนำเงินมาบำบัดรักษา และพลอยหมดสิ้นลงอีก ถึงกับต้อง จูงกันไปเที่ยวขอทานเขากิน ในที่สุด ก็ล้มหายตายจากกันไป ที่มีชีวิตอยู่ ก็ร่อนเร่ระเหระหน ไปคน ละทิศละทาง จนสิ้นวงศ์วานหว่านเครือ ไม่มีเชื้อสายเหลือในตำบลวังตะกู แม้แต่คนเดียว !<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมัยหนึ่ง มหาบุญเหลือ เจ้าอาวาส วัดชัยมงคล กับ มหาชั้น เจ้าอาวาส วัดท่าฬ่อ เดินทางไปเทศน์ ที่บ้านห้วยพุก เมื่อเทศน์จบ ก็ได้เวลาประมาณ ๔ โมงเย็นเศษๆ เข้าไปแล้ว จึงรีบออกเดินทางจาก บ้านห้วยพุก ฝ่าป่าฝ่าดงเรื่อยมา เพราะสมัยนั้นการสัญจรไปมา ต้องอาศัยการเดินเท้าเป็นพื้น ท่าน เจ้าอาวาสทั้งสอง ไม่คุ้นกับเส้นทาง จึงเดินวกวนอยู่ในดงช้านาน บ้านช่องผู้คนก็ไม่ค่อยจะมี นานๆ จึงจะพบสักหลังหนึ่ง เมื่อชาวบ้านป่าช่วยชี้หนทางให้ ก็เดินกันจนเท้าระบมแทบจะไปไม่ไหว จนถึงเวลากลางคืน ก็ไปถึงตำบลวังตะกู ท่านมหาบุญเหลือ จึงบอกท่านมหาชั้นว่า คงจะต้องนอนพัก ค้างคืนกับหลวงพ่อเขียนก่อน เพราะจะเดินทางต่อไปจนถึงบางมูลนากไม่ไหว ท่านมหาบุญเหลือรู้จัก กับ หลวงพ่อเขียนดี เมื่อไปถึงวัด ได้พากันตรงไปกุฏิหลวงพ่อ ก็เห็นประตูหน้าต่างปิดหมด แลเห็น แสงไฟทางช่องลมสลัวๆ ท่านมหาทั้งสองจึงกระซิบกระซาบกันว่า &ldquo;อย่าไปเรียกท่านเลย จะเป็นการ รบกวนท่านเปล่าๆ เรานอนข้างนอกหน้ากุฏิท่านนี่แหละ&rdquo; ท่านมหาชั้นจึงเอนกายลงนอน ด้วยความ อ่อนเพลีย แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง หลวงพ่อเขียน ร้องทักมาจากในห้องว่า &ldquo;โธ่เอ๋ย มหา ! เดิน หลงทางกันมาซิน่อ แย่เลยหนอ พักนอนกันเสียที่นี่ ไม่ต้องเกรงใจน่อ&rdquo; พลางท่านก็เปิดประตูออกมาต้อนรับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อครั้งหลวงพ่ออยู่วัดวังตะกูนั้น ได้มีผู้นำสัตว์ป่าทั้งหลาย มาถวายอยู่เนืองๆ อาทิเช่น ลิง ชะนี เก้ง กวาง วัวแดง จระเข้ เป็นต้น โดยเฉพาะลูกกวางนั้น หลวงพ่อได้เอาเศษจีวรผูกคอไว้ เพื่อ ให้คนทั้งหลายได้รู้ ว่าเป็นกวางของวัด เจ้ากวางตัวนี้เติบโตขึ้นมา และเชื่องมาก มันมักจะติดตาม หลวงพ่อไปไหนๆ อยู่เสมอ บางคราวมันก็จะหนีท่านไปกินข้าว หรือเหยียบย่ำข้าวในนา ของชาวบ้าน เสียหายบ่อยๆ หลวงพ่อจึงนำไปให้ ท่านอาจารย์เทิน วัดสำนักขุนเณร เลี้ยงดูแทนท่าน ท่านได้บอก กับมันว่า &ldquo;เอ็งไปอยู่กับ อาจารย์เทิน วัดสำนักขุนเณรน่อ แล้วไม่ต้องกลับมาหาข้าอีกน่อ&rdquo; เมื่อหลวง พ่อให้ลูกศิษย์นำกวางไปให้ท่านอาจารย์เทินแล้ว ปรากฏว่าเจ้ากวางไม่เคยกลับมาที่วัดวังตะกูอีกเลย ทั้งๆ ที่วัดทั้งสองไม่ได้อยู่ห่างไกลกันเท่าใดนัก เมื่อกวางไปอยู่กับท่านอาจารย์เทินแล้ว ไม่ว่าท่านจะรับนิมนต์ไปที่บ้านใคร มันจะออกไปตามหาท่าน ถูกทุกครั้ง แม้ว่าบางครั้ง ท่านจะออกไปจากวัด ขณะที่มันไม่ได้อยู่ในวัด แต่เมื่อมันกลับมา ก็จะออก ตามหาท่านอาจารย์ได้ถูกต้องทุกครั้ง อยู่มาวันหนึ่ง กวางออกไปหากินไกลวัด ในหมู่บ้านที่มันเคยไป ชาวบ้านไม่รู้ว่าเป็นกวางวัด นึกว่า เป็นกวางป่า จึงเอาปืนมาไล่ยิง แต่ไม่ถูกสักนัดเดียว เผอิญพวกนั้นเหลือบไปเห็นเศษจีวร ที่หลวงพ่อ เขียนผูกคอมันไว้ จึงรู้ว่าเป็นกวางวัด ก็ร้องบอกห้ามปรามกัน แต่กวางตกใจเสียงปืน มันก็วิ่งเตลิด ผ่านหน้าบ้านของชายคนหนึ่ง ชายคนนั้นไม่รู้เรื่องราว ก็คว้าปืนลูกซองยิงสกัดออกไป ลูกปืนไปถูกลูก นัยน์ตาขวาของกวาง ถึงแก่ตาบอด แต่ต่อมาไม่ช้านาน เขาผู้นั้นไปตัดฟืนในป่า ถูกกิ่งไม้วัดเข้าที่ตา ข้างขวา ถึงกับตาแตก และบอดในเวลาต่อมา เป็นที่น่าอัศจรรย์... (ที่กรรมตามทันอย่างรวดเร็ว)<br />
&nbsp;&nbsp;<br />
<strong>หลวงพ่อไปๆมาๆ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลวงพ่อได้อยู่วัดวังตะกู เป็นเวลานาน จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้มีอาจารย์รูปหนึ่ง เดินทาง มาจากจังหวัดนครราชสีมา ได้มาขอพักอยู่ที่วัดวังตะกู ครั้นอยู่นานเข้าก็มีประชาชนนับถือมาก เลยถือ โอกาสตั้งตัวเป็นเจ้าอาวาส โดยมีทายกบางคนให้การสนับสนุน จึงได้รื้อกุฏิปลูกใหม่ ให้เรียงเป็น แถว เป็นระเบียบ ดูจะเป็นการขับไล่หลวงพ่อเขียนทางอ้อม โดยเว้นกุฏิของหลวงพ่อ ทิ้งไว้ให้โดด เดี่ยวอยู่องค์เดียว นอกจากนั้นยังได้สร้างเชิงตะกอนเผาศพ ไว้ด้านทิศตะวันออก ใกล้ๆ กับกุฏิของ หลวงพ่อ เวลาเผาศพ กระแสลมก็จะพัดควัน และกลิ่นเข้าหากุฏิหลวงพ่อ จนตลบอบอวลไปหมด ทำ ให้ท่านได้รับความเดือดร้อนมาก เพราะการเผาศพในสมัยนั้น กว่าจะไหม้หมดก็กินเวลาหลายชั่วโมง ถึงแม้หลวงพ่อจะได้รับความทุกข์ทรมานเพียงใด ท่านก็ทนอยู่ได้โดยใช้ขันติธรรมไม่ยอมไปไหน อีกทั้ง ในขณะนั้น ทายกเก่าๆ ก็ตายเกือบหมดแล้ว ท่านจึงขาดที่พึ่ง ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๙๑ กำนันเถาว์ ทิพย์ประเสริฐ บ้านสำนักขุนเณร ขณะนั้นยังเป็น กำนันตำบลวังงิ้ว เป็นผู้มองเห็นการณ์ไกล ทั้งมีความเคารพนับถือหลวงพ่อมาก จึงพร้อมกับ คณะทายก อุบาสก อุบาสิกา ได้พากันมานิมนต์หลวงพ่อ ขอให้ไปจำพรรษาที่วัดสำนักขุนเณร ซึ่งอยู่ห่างไกลจากวัดวังตะกู ประมาณ ๕ กิโลเมตร คณะที่ไปนิมนต์หลวงพ่อได้รับปากกับท่านว่า จะช่วยสร้างกุฏิให้พอเพียงกับพระ ภิกษุสงฆ์ ที่ติดตามท่านไปด้วย ทั้งจะสร้างคอกม้าให้กว้างขวาง พอที่จะบรรจุม้าทั้ง ๗๐ ตัวของหลวง พ่อ ได้อย่างสบาย หลวงพ่อได้มองเห็นเจตนาดี และเสียอ้อนวอนมิได้ ก็รับนิมนต์ไปอยู่วัดสำนักขุน เณร แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ระหว่างวัดสำนักขุนเณร กับวัดวังตะกู มิได้ขาด ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๓ หลวงพ่อจึงตัดสินใจที่จะไปจำพรรษาอยู่ที่วัดสำนักขุนเณร แต่ก่อนท่านจะจาก ไป หลวงพ่อได้ไปยืนทำสมาธิ ที่ต้นไม้ทุกต้น ภายในบริเวณวัดวังตะกู เสมือนหนึ่งท่านจะอำลา เทพยดา ที่ต้นไม้เหล่านั้น เพราะท่านอยู่ที่นี้มาถึง ๓๐ พรรษา เมื่อหลวงพ่อไปอยู่วัดสำนักขุนเณรแล้ว คณะทายกทายิกา วัดวังตะกู มีความอาลัย</p>

<p><strong>หลวงพ่อไม่เปียกฝน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อหลวงพ่อไปอยู่วัดสำนักขุนเณรแล้ว คณะทายกทายิกา วัดวังตะกู มีความอาลัย ก็พากันมานิมนต์หลวงพ่อให้กลับไปจำพรรษา ที่วัดวังตะกู ตามเดิม ด้วยความเมตตา ท่านก็กลับไปอยู่วัดวังตะกูอีก ๑ สัปดาห์ แล้วท่านก็ขอตัวกลับมาอยู่ วัด สำนักขุนเณร แต่นั้นมา สมัยหนึ่ง ท่านอาจารย์ประทุม สุนทรเกล้า เจ้าอาวาสวัดวังตะกูสมัยหนึ่ง ได้ไปกราบนมัสการหลวง พ่อเขียน ที่สำนักวัดขุนเณร ได้ขออนุญาตท่านหล่อรูป และสร้างเหรียญหลวงพ่อ โดยจะจัดพิธีพุทธา ภิเษก ให้ประชาชนบูชา เพื่อหารายได้บูรณปฏิสังขรณ์ วัดวังตะกู หลวงพ่อก็อนุญาต ในพิธีพุทธาภิเษกครั้งนั้น ทางคณะกรรมการได้นิมนต์ พระอาจารย์สำคัญๆ หลายรูปมาร่วมพิธีปลุกเสก เป็นอันมาก ในขณะประกอบพิธีอยู่นั้น ทั้งๆ ที่ท้องฟ้าแจ่มใส ปราศจากเมฆหมอก ก็ปรากฏว่า... สายฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก พระอาจารย์ต่างๆ ที่กำลังทำพิธีต้องหนีขึ้นกุฏิหมด เหลือแต่หลวงพ่อองค์เดียว กรรมการก็รีบเข้าไปนิมนต์ท่าน ขึ้นกุฏิหลบฝน แต่ท่านกลับบอกว่า ถ้าท่านลุกจากที่นี้อีกองค์หนึ่ง พิธีก็ เสียหมด ทั้งยังกล่าวต่อไปว่า &ldquo;ฝนมันตกไม่นานหรอกน่อ เพียง ๕ นาทีเท่านั้นก็หาย เทวดาเขาให้ ฤกษ์ดีน่อ&rdquo; บรรดากรรมการทั้งหลาย ได้ฟังหลวงพ่อบอกเช่นนั้น ก็คอยจับเวลาดู ครั้นได้เวลาครบ ๕ นาที ฝนก็หยุดตก ขาดเม็ดทันที ! ท่านอาจารย์ประทุมคิดว่า สายฝนกระหน่ำอย่างนี้ หลวงพ่อคงจะเปียกฝน โชกไปทั้งตัว จึงนำเอาผ้า ไตรไปถวายหลวงพ่อ เพื่อให้ครองใหม่แทนผืนเก่า แต่หลวงพ่อบอกว่า &ldquo;ไม่ เปลี่ยนน่อ&rdquo; ปรากฏว่า ผ้าไตรที่หลวงพ่อครองอยู่นั้น ไม่เปียกฝนแม้แต่น้อย และบริเวณที่ท่านนั่งอยู่ ไม่มีแม้แต่ละอองฝน ประดุจมีคนมากางกลดเฉพาะตัวท่านฉะนั้น ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ฝนตกแต่ในบริเวณวัดเท่า นั้น นอกเขตวัดออกไป ไม่มีฝนตกเลย แม้แต่เม็ดเดียว</p>

<p><strong>หลวงพ่อถูกร้องเรียน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เนื่องจากสัตว์ป่า ที่ชาวบ้านเขานำมาถวายหลวงพ่อ มีจำนวนมากขึ้นทุกที และสัตว์เหล่านั้นมักจะไป เหยียบย่ำพืชผลของชาวบ้าน ได้มีบุคคลบางคนเขียนบัตรสนเท่ห์ ร้องเรียนไปยังนายอำเภอ บางมูลนาก ทางอำเภอจึงส่งเรื่องให้เจ้าคณะจังหวัดพิจิตรพิจารณา ทางเจ้าคณะจังหวัด ได้รับหนังสือจากนายอำเภอแล้ว จึงได้ตั้งคณะกรรมการไปสอบสวนหลวงพ่อ เขียน ประกอบด้วยผู้ช่วยเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ และมีปลัดอำเภอบางมูลนากร่วมด้วย ทาง คณะสงฆ์ ได้มอบหมายให้คณะกรรมการ ไปสอบสวนให้ได้ตัวเจ้าทุกข์ ว่าเป็นความจริงตามคำร้อง เรียนหรือไม่ และให้สอบถามชาวบ้าน หากจะปลดหลวงพ่อเขียน จากตำแหน่งเจ้าอาวาส แล้วให้ พระที่อาวุโสรองลงมาเป็นเจ้าอาวาสแทน จะขัดข้องหรือไม่ เมื่อคณะกรรมการเดินทางไปถึงวัด ได้เรียกประชุมชาวบ้าน ในเบื้องต้น ปลัดอำเภอฯได้สอบถาม หลวงพ่อเขียนว่า &ldquo;หลวงพ่อเลี้ยงสัตว์ และผสมพันธุ์ จนมีเป็นจำนวนมาก ใช่หรือไม่ ? &rdquo; หลวงพ่อตอบว่า &ldquo;อาตมาไม่ได้เลี้ยง ชาวบ้านเขาพากันนำมาถวาย ขัดศรัทธาไม่ได้ก็รับไว้น่อ ทั้ง อาตมาก็ไม่ได้ผสมมัน พวกมันผสมกันเองน่อ&rdquo; จากนั้น คณะกรรมการได้สอบถามหาตัวเจ้าทุกข์ผู้ร้องเรียน แต่ไม่มีผู้ใดแสดงตัวออกมา ครั้นคณะ กรรมการสอบถามชาวบ้าน ถึงเรื่องจะเปลี่ยนตัวเจ้าอาวาส ว่าเห็นสมควรให้พระอาวุโสองค์ใด เป็นเจ้าอาวาสแทนหลวงพ่อเขียน ก็ไม่มีผู้ใดเสนอ เมื่อสอบถามต่อไปว่า ผู้ใดเห็นควรให้หลวงพ่อ เขียนเป็นเจ้าอาวาสต่อไป ปรากฏว่าชาวบ้านสนับสนุนเป็นเอกฉันท์ ในที่สุดคณะกรรมการก็เอาผิด หลวงพ่อเขียนไม่ได้ และจำต้องให้ท่านเป็นเจ้าอาวาสต่อไป</p>

<p><strong>สร้างโรงเรียน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลวงพ่อเขียน พร้อมด้วยกำนันเถาว์ ทิพย์ประเสริฐ พร้อมด้วยอุบาสก อุบาสิกา และประชาชน ได้ ช่วยกันก่อสร้าง ถาวรวัตถุไว้ในพระพุทธศาสนา ณ วัดสำนักขุนเณร หลายอย่าง ดังนี้ ๑. กุฏิหอสวดมนต์ ๒. หอประชุมสงฆ์ ๓. สร้างสะพานข้ามคลอง เชื่อมวัดกับหมู่บ้าน ๔. สร้างพระประธาน ๑ องค์ ๕. สร้างศาลาหลังใหญ่ กว้าง ๑๒ วา ยาว ๑๕ วา ๖. สร้างพระอุโบสถ ๑ หลัง เนื่องจาก กำนันเถาว์ ทิพย์ประเสริฐ ได้ยกที่ดินให้ เพื่อทำการก่อสร้างอาคารเรียน หลวงพ่อเขียน ท่านได้มองเห็นความสำคัญของการศึกษา จึงได้มอบปัจจัยจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาทแก่ทางราชการ เพื่อสมทบในการก่อสร้างอาคารเรียนแห่งนี้ เมื่อโรงเรียนสร้างเสร็จ ทางราชการจึงได้ตั้งชื่อว่า โรงเรียนวัดสำนักขุนเณร (หลวงพ่อเขียนอุทิศ) เพื่อเป็นอนุสรณ์ แห่งคุณความดีของหลวงพ่อ โรงเรียนแห่งนี้ เปิดทำการสอน ตั้งแต่ชั้น ประถมปีที่ ๑ ถึง ประถมปีที่ ๗ (ปัจจุบันเหลือแค่ ประถม ปีที่๖) นับว่าหลวงพ่อได้ช่วยสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนของชาติ ให้เจริญก้าวหน้า ด้วยเมตตา ธรรมของท่านเป็นอย่างยิ่ง การเจริญกรรมฐานของหลวงพ่อนั้น ท่านมักจะปฏิบัติในเวลาดึกสงัด ปราศจากสรรพสำเนียงรบกวน ชาวบ้านจำนวนมาก ไม่มีผู้ใดทราบ ว่าหลวงพ่อใช้เวลาเจริญกรรมฐานตอนไหน เพราะในยามค่ำคืน จะมีแสงไฟสลัวๆ ในกุฏิของหลวงพ่อเสมอๆ และมักจะดับเอาตอนรุ่งสางแล้ว ตามปกติในเวลากลางวัน ท่านก็ต้องออกมานั่งปัดเป่าความทุกข์ให้แก่ชาวบ้าน ที่พากันหลั่งไหลมา นมัสการไม่ขาดสาย ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเป็นประจำ</p>

<p><strong>ท่านถึงแก่การมรณภาพ</strong><br />
&nbsp;แม้กระทั่ง เมื่อสังขารของท่าน ทรุดโทรมมาก แล้วก็มิได้เว้น หลวงพ่อเขียน มีโรคประจำตัวท่านอยู่โรคหนึ่ง นั่นก็คือ โรคหืด ซึ่งเป็นโรคที่ทรมานท่านเป็นอย่าง มาก เมื่อเวลาโรคกำเริบ แต่หลวงพ่อจะไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา เพราะท่านระงับด้วยขันติธรรม ต่อมา เมื่อท่านชราภาพมากขึ้นทุกขณะ ท่านฉันภัตตาหารไม่ค่อยจะได้ ทำให้เรี่ยวแรงหมดไปทุกที คณะกรรมการวัด และศิษยานุศิษย์ จึงได้นำหลวงพ่อไปรักษา ที่สถานพยาบาลในตลาดบางมูลนาก แต่ เนื่องจากความชรา และโรคกำเริบ สุดความสามารถของแพทย์จะรักษาท่านได้ ท่านก็ถึงแก่มรณภาพ ด้วยอาการสงบ ในคืนวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ เวลา ๒๓.๕๐ น. สิริรวมอายุได้ ๑๐๘ ปี</p>

<p><strong>หนีไม่พ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลวงพ่อเขียนท่านศักดิ์สิทธิ์ แม้เมื่อท่าน มรณภาพไปแล้ว ดังเช่นเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ เวลาประมาณ ๐๓.๐๐ น. ได้มีคนร้าย ไม่ทราบจำนวนนำรถยนต์มาขน พระโมคคัลลาน์ และ พระสารีบุตร ที่หลวงพ่อเขียนได้หล่อไว้ ซึ่งประดิษฐานในพระอุโบสถ วัดวังตะกู ประมาณ ๔๐ กว่าปี มาแล้ว ต่อมา พระอุโบสถพัง ทางวัดจึงย้ายไปประดิษฐานไว้ ในพระวิหารวัดวังตะกู พร้อมด้วยพระ ประธาน และรูปหล่อของหลวงพ่อ คนร้ายจำนวนดังกล่าว ได้ลอบไขกุญแจเข้าไปหามเอาพระโมคคัล ลาน์ และพระสารีบุตร ออกมาได้แล้ว แต่ยังไม่พ้นเขตวัด คนร้ายอีกจำนวนหนึ่ง เตรียมติดเครื่อง ยนต์คอยอยู่นอกวัด แต่กลุ่มที่อยู่ในวัด หาทางออกนอกวัดไม่ได้ รถที่อยู่นอกวัดก็เกิดขัดข้อง แก้ไข เท่าใดก็ไม่สามารถติดเครื่องยนต์ได้ คนร้ายที่ช่วยกันหามพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร จึงจำเป็น ต้องนำพระทั้งสององค์ไปซุ่มไว้ ข้างที่บรรจุอัฐิ นายมานพ จันทร์พวง เหล่าคนร้ายทั้งหมด ได้กลับมา ที่รถ และ ช่วยกันแก้ไขรถ อยู่นานหลายชั่วโมง จนฟ้าเริ่มสาง เป็นเวลาที่ชาวบ้านจำนวนมาก มา ตักน้ำในสระของวัด พอชาวบ้านมากันมากเข้า รถก็ติดพอดี คนร้ายไม่กล้าวกกลับไปขนเอาพระที่ซ่อน ไว้ จึงจำต้องขับรถหนีไป เมื่อคนร้ายไปแล้ว ชาวบ้านเห็นประตูวิหารเปิดอยู่ และไม่เห็นพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร จึงนำ ความไปแจ้งแก่เจ้าอาวาส และช่วยกันหาอยู่นานก็ไม่พบ ในที่สุดเจ้าอาวาสวัดวังตะกู ได้จุดธูปเทียน บอกกล่าวแก่หลวงพ่อเขียน จึงได้พบพระ ถูกซ่อนไว้ในที่บรรจุอัฐิ... อำนาจจิตอันมหัศจรรย์ของหลวงพ่อเขียน ยังมีอีกมากมาย และเป็นเรื่องเล่าขานสืบต่อกันไป ควบคู่ กับคุณงามความดีของท่าน ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะ ของชาวบ้านบางมูลนาก จนตราบเท่าทุกวัน</p>

<p>ที่มา&nbsp;&nbsp;<a href="http://www.luangporthob.com/forum/index.php?topic=437.0">http://www.luangporthob.com/forum/index.php?topic=437.0</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pck.onab.go.th/th/file/get/file/20210706c9f0f895fb98ab9159f51fd0297e236d100358.png' type='image/png' length='255893' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดพระพุทธบาทเขารวก]]></title>
<link>https://pck.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/646</link>
<guid isPermaLink="false">e734d95ff869db47455b1b414338eb42</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">วัดพระพุทธบาทเขารวก&nbsp;&nbsp;ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕&nbsp; ตำบลวังหลุม&nbsp; อำเภอตะพานหิน&nbsp; จังหวัดพิจิตร&nbsp;&nbsp; เป็นวัดที่หลวงปู่โง่น&nbsp;&nbsp; โสรโย&nbsp;&nbsp; พระเถราจารย์ชื่อดังซึ่งเคยจำพรรษาอยู่&nbsp;&nbsp; ภายในวัดมีรอยพระพุทธบาทจำลอง&nbsp;&nbsp; ซึ่งจำลองมาจากวัดพระพุทธบาทสระบุรี&nbsp;&nbsp; และรูปหล่อหลวงปู่โง่น&nbsp; โสรโย&nbsp;&nbsp; ซึ่งท่านได้สร้างพระพุทธวิโมกข์ปางสมาธิจำนวนมาก&nbsp; มอบแก่โรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ&nbsp; เพื่อเผยแพร่ จรรโลงไว้ในพุทธศาสนา&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ยังมีกลองที่ทำด้วยไม้ประดู่ยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก&nbsp;&nbsp; ชื่อว่า&nbsp; กลองนันทะเภรีศรีราชรุกโข&nbsp; มโหระทึกมฤคทายวันบันลือโลก&nbsp;&nbsp;&nbsp; และรูปปั้นฤาษีอายุ&nbsp; ๑,๐๐๐ &ndash; ๑,๕๐๐ ปี&nbsp; ซึ่งเป็นหินศิลาแลง&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pck.onab.go.th/th/file/get/file/20210706c81e728d9d4c2f636f067f89cc14862c094421.jpg' type='image/jpg' length='27246' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดเขารูปช้าง]]></title>
<link>https://pck.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/647</link>
<guid isPermaLink="false">a8b51e47589b844d7436e4fc0698047c</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">วัดเขารูปช้าง &nbsp;ตำบลดงป่าคำ อำเภอเมืองพิจิตร วัดพัฒนาตัวอย่างที่มีผลงานดีเด่นประจำปี ๒๕๕๑&nbsp;<br />
ประวัติวัดเขารูปช้าง ตั้งอยู่เลขที่ ๑๔๙ &nbsp;บ้านเขารูปช้าง หมู่ที่ ๑ ตำบลดงป่าคำ อำเภอเมืองพิจิตรจังหวัดพิจิตร อยู่ห่างจากตัวจังหวัดพิจิตรไปทางทิศใต้ประมาณ ๑๘ กิโลเมตร ตามเส้นทางถนน สายพิจิตร-ตะพานหิน สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย โดยมีที่ดิน ๓๕ ไร่ ๓ งาน ๗๓ ตารางวา พื้นที่ตั้งด้านตะวันตกเป็นที่ราบสูงติดกับภูเขา ด้านตะวันออกเป็นที่ราบต่ำติดบึง วัดเขารูปช้างมีอาคารเสนาสนะต่างๆ คือ พระอุโบสถกว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๔ เมตร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ หอสวดมนต์กว้าง ๑๐ เมตรยาว ๒๓ เมตร สร้างในปี พ.ศ.๒๕๒๑ และมีกุฎิสงฆ์จำนวน ๖ หลัง<br />
วัดเขารูปช้างสร้างขึ้นเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.๒๓๐๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ สภาพทั่วไปของวัดเป็นเนินเขา มีหินบนยอดเขา มีต้นไม้ขึ้นอยู่บนเนินเขา โดยทั่วไป เชิงเขาด้านตะวันตกเป็นถนน ส่วนด้านตะวันออกเป็นที่อยู่ของชาวบ้าน และตลาด เหตุที่เรียกวัดนี้ว่า วัดเขารูปช้าง คงเป็นเพราะบนยอดเขามีหินรูปคล้ายช้างนั่นเอง มีปูชนียวัตถุที่สำคัญ คือ มีวิหารหลวงพ่อเตียงตรงทางขึ้นเขา ซึ่งหลวงพ่อเตียงนั้นเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อพิธ แห่งวัดฆะมัง ตำบลฆะมัง อำเภอเมืองพิจิตร มีรูปเหมือนหลวงพ่อเงิน รูปหล่อหลวงพ่อปุ่น ที่เคยเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อเตียงอีกด้วย<br />
ทางขึ้นบันไดนาคถึงอุโบสถมีบันไดทั้งหมด ๑๓๖ ขั้น มีพระอุโบสถอยู่ ๑ หลัง ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปนามว่า &ldquo;หลวงพ่อศรีสาคร&rdquo; ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถ ข้างอุโบสถมีมณฑปซึ่งประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองที่เป็นโลหะไว้เป็นที่สักการะของประชาชน ที่ผนังของมณฑปมีภาพเขียนฝาผนังเรื่องไตรภูมิด้วย ต่อจากมณฑปรอยพระพุทธบาทจะมีเจดีย์พระไตรปิฎกเป็นที่เก็บ หรือบรรจุพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรมที่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางพระพุทธศาสนา โดยเจดีย์นี้มีขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๔ เมตร ต่อจากนั้นมีพระพุทธรูปปางเรไรย์ที่มีลักษณะที่ประทับนั่ง มีลิง และช้างนำภัตตาหารมาถวาย<br />
ทางขึ้นเขาตั้งแต่อุโบสถถึงวิหารหลวงพ่อสาคร มีบันไดทั้งหมด ๒๐๖ ขั้น ก่อนถึงวิหารหลวงพ่อสาครนั้น มีพระพุทธรูปประทับยืน หรือปางลีลา ๑ องค์ ส่วนในวิหารนั้น มีพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิประทับอยู่ ชื่อว่าหลวงพ่อสาคร เป็นพระพุทธรูปทีประชาชนชาวบ้านเขารูปช้างนับถือ หรือศรัทธามาก ต่อจากวิหารหลวงพ่อสาครแล้วจนถึงเจดีย์ข้างบนสุดมีบันได ๘๔ ขั้น เป็นเจดีย์เก่าที่เป็นทรงแบบทั่วไป ข้างบนนั้นสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ในเขตนั้นได้เป็นอย่างงดงาม สิ่งที่มองเห็นเด่นเป็นสง่าก็คือ เจดีย์แบบลังกา ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา และตั้งอยู่บนหินรูปคล้ายช้าง เจดีย์มีรั้วรอบ และมีบันไดขึ้นไปถึงองค์เจดีย์ด้วย<br />
วัดเขารูปช้างในปัจจุบัน<br />
เนื่องจากวัดเขารูปช้างเป็น วัดที่มีชื่อเสียง ประกอบกับวัดแห่งนี้ได้เคยมีพระเกจิอาจารย์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในจังหวัดพิจิตร และใกล้เคียง ทำให้มีประชาชนเข้ามาทำบุญมาก ปัจจัยที่จะนำมาใช้ในการบำรุงซ่อมแซม ตลอดจนสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์ต่างๆ ภายในวัดก็มีมากขึ้นตามไปด้วย &nbsp;จึงทำให้ภายในวัดเขารูปช้างในปัจจุบันมีสิ่งปลูกสร้างและเสนาสนะต่างๆ &nbsp;และถาวรวัตถุ<br />
วัดเขารูปช้างได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นวัดตามประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘ โดยมีที่ดินทั้งสิ้น ๔ แปลงเนื้อที่รวม ๙๖ ไร่ ๒ งาน ๔๕ วา จัดเป็นเขต สังฆาวาส ๒๖ ไร่ ทางวัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ และได้ ผูกพัทธสีมาเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๐๐<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pck.onab.go.th/th/file/get/file/20210706c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b093931.jpg' type='image/jpg' length='62874' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดท่าหลวง]]></title>
<link>https://pck.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/648</link>
<guid isPermaLink="false">a1c2fe5565b5853ddaea85044918445c</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดท่าหลวง</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ประวัติวัดท่าหลวงพระอารามหลวง<br />
วัดท่าหลวง พระอารามหลวง ตั้งอยู่เลขที่ ๖๗๔ ถนนบุษบา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตรจังหวัดพิจิตร รหัสไปรษณีย์ ๖๖๐๐๐ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิด สามัญสังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย ภาค ๔ หนเหนือ ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่จำนวน ๔๖ไร่ ๓ งาน๑๗.๔ ตารางวา น.ส. ๓ ก เลขที่ ๔๗๐, ๔๗๑ น.ส. ๓ เลขที่ มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๒ แปลงมีเนื้อที่จำนวน ๓๐ ไร่ ๒ งาน ๔๒ ตารางวา ตามโฉนดตราจอง และ น.ส. ๓ เลขที่ ๒๒๒๖, ๒๑๙ อยู่ที่ตำบลในเมือง และ ตำบลหนองปลาไหลแห่งละหนึ่งแปลง ตั้งวัดพุทธศักราช ๒๓๘๘ได้รับพระราชทาน<br />
วิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๙๒เขตแดนวิสุงคามสีมา กว้าง ๙ เมตร ยาว ๒๖ เมตร เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเมื่อพุทธศักราช๒๕๑๐ - ๒๕๑๓ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญเมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๙<br />
&nbsp;<br />
&nbsp;<br />
&nbsp;อาณาเขต &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทิศเหนือ &nbsp; ติดกับที่ตั้งของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต ๑ (สำนักงานประถมศึกษาพิจิตรสปจ.เก่า)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทิศใต้ &nbsp; ติดกับที่ทำการไปรษณีย์พิจิตร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทิศตะวันออก &nbsp;ติดกับแม่น้ำน่าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทิศตะวันตก &nbsp; ติดกับถนนศรีมาลาตรงกันข้ามเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอเมืองพิจิตร เรือนจำพิจิตรและกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิจิตร<br />
&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความเป็นมาวัดท่าหลวง พระอารามหลวงเป็นวัดโบราณวัดหนึ่งซึ่งอยู่คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพิจิตรตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่าน ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อใดแต่ มีหลักฐานที่สืบทราบได้ว่าสร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๓๘๘ เป็นต้นมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรีขณะนั้นมีฐานะเป็นวัดประเภทสำนักสงฆ์ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาต่อมาเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๙๒ จึงได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาภายในพระอุโบสถประดิษฐานองค์หลวงพ่อเพชร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยเชียงแสนหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ มีพุทธลักษณะที่งดงามมาก ขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๔๐ เมตร สูง ๑.๖๐เมตร เป็นพระพุทธรูปที่สำคัญคู่บ้านคู่เมืองพิจิตรอายุการสร้างวัดปรากฏตามหลักฐานพอสืบค้นได้จากอดีตจนถึงปัจจุบันประมาณ ๑๖๐ กว่าปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัดท่าหลวงมีชื่อเรียกกันหลายชื่อ เดิมทีเรียกกันว่า &quot;วัดราษฎร์ประดิษฐาราม&quot; ต่อมาเรียกกันว่า &quot;วัดประดิษฐาราม&quot; ปัจจุบันเรียกว่า &quot;วัดท่าหลวง&quot; ซึ่งเรียกตามชื่อของหมู่บ้านที่ตั้งวัดอยู่ คำว่า &quot;ท่าหลวง&quot; นั้นเป็นชื่อของหมู่บ้านท่าหลวง คลองท่าหลวง ตำบลท่าหลวง และเคยเป็นชื่อของอำเภอท่าหลวงมาก่อน ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๑เปลี่ยนเป็นอำเภอเมืองพิจิตรจนถึงปัจจุบันทางราชการได้เคยใช้สถานที่วัดท่าหลวงในกาประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเป็นประจำ<br />
วัดท่าหลวงนี้มีมาก่อนที่จะย้ายเมืองพิจิตรเก่ามาตั้งอยู่ที่เมืองพิจิตรใหม่ในปัจจุบันแต่เดิมมีฐานะเป็นเพียงสำนักสงฆ์ตั้งอยู่ในป่าพงละเมาะไม้ในเขตหมู่บ้านท่าหลวงอำเภอท่าหลวง จังหวัดพิจิตรซึ่งในขณะนั้นที่ตั้งตัวเมืองพิจิตรอยู่ที่ตำบลเมืองเก่าห่างจากตัวเมืองพิจิตรใหม่ในปัจจุบันไปทางทิศตะวันตกประมาณ๘ กิโลเมตรและได้ย้ายเมืองพิจิตรเก่ามาตั้งอยู่ที่เมืองพิจิตรใหม่ดังที่ปรากฏในปัจจุบันในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ซึ่งในขณะนั้นวัดท่าหลวงมีมาอยู่ก่อนแล้วแต่สภาพโดยทั่วไปของเสนาสนะถาวรวัตถุภายในวัดมีเพียงกุฏิหลังคามุงแฝกอยู่ ๒ - ๓หลัง และมีอุโบสถหลังเก่ากับวิหารเก่าตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่านแต่มาเกิดไฟไหม้พงซึ่งใกล้กับที่ตั้งวัด ดังนั้นวัดท่าหลวงจึงถูกไฟไหม้กุฏิไปด้วยส่วนอุโบสถเก่าและวิหารเก่าก็ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ครั้นต่อมาเจ้าอาวาสวัดท่าหลวงในยุคนั้น สันนิษฐานว่า &quot;พระเดชพระคุณพระธรรมทัสสีมุนีวงศ์ (หลวงปู่เอี่ยม) ซึ่งในขณะนั้นพระเดชพระคุณพระธรรมทัสสีมุนีวงศ์ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดพิจิตรได้สร้างกุฏิขึ้นใหม่ ในสมัยรัชกาล ๕พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบว่าวัดท่าหลวงเป็นที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อเพชรซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เป็นมิ่งขวัญของชาวพิจิตรต่อมาเจ้าพระยาเทพาธิบดี (อิ่ม) เจ้าเมืองพิจิตร ได้รับคำสั่งจากเจ้าพระยาศรีสุริยศักดิ์ สมุหเทศาภิบาล มณฑลพิษณุโลกว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จักได้พระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่งดงามไปประดิษฐานไว้ที่วัดเบญจมบพิธดุสิตวนาราม จังหวัดพระนคร ดังนั้น พระยาเทพาธิบดี เจ้าเมืองพิจิตรจึงได้อัญเชิญองค์หลวงพ่อเพชร ซึ่งในขณะนั้นประดิษฐานอยู่ที่อุโบสถวัดนครชุมเมืองพิจิตรเก่านำมาประดิษฐานไว้ที่วัดท่าหลวงเมืองพิจิตรใหม่เพื่อที่จะน้ำขึ้นทูลเกล้าถวายตามพระราชประสงค์แต่ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงทราบว่าชาวเมืองพิจิตรมีความเศร้าโศกเสียใจเป็นอันมากด้วยความเสียดายองค์หลวงพ่อเพชรพระองค์ จึงรับสั่งให้นำองค์หลวงพ่อเพชรกลับคืนไปพักไว้ที่วัดท่าหลวงตามเดิมโดยมิได้อัญเชิญกลับไปยังวัดนครชุมเมืองพิจิตรเก่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อวันที่๘ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๒ ตรงกับวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีระกา เอกศก ๑๒๗๑รัตนโกสินทรศก ๑๒๘ ได้มีพระยาพิชัยณรงค์สงคราม (ดิษ) เจ้าเมืองพิจิตร (เผื่อน)ภริยา และนายคอนผู้เป็นบุตร พร้อมใจกันสร้างพระอุโบสถหลังนี้ไว้ตามเดิมด้วยทุนที่ได้รับพระราชทานเงินเดือนจำนวน ๑,๒๓๓ บาท (หนึ่งพันสองร้อยสามสิบสามบาท)มิได้แข่งขันกับวัดใดวัดหนึ่ง โดยมิได้มีที่เดือดร้อนและมีผู้ร่วมบริจาคหลายรายเพราะพระอุโบสถได้ชำรุดทรุดโทรมพระสงฆ์ได้รับความเดือดร้อนมากในการกระทำสังฆกรรมจึงคิดจะอำนวยการนี้ขึ้นการสร้างพระอุโบสถของท่านเจ้าเมืองพิจิตรดังกล่าวมาแล้วนั้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อเพชรแทนหลังเดิมที่ชำรุดทรุดโทรมและเดิมสร้างเป็นฝากระดานหลังคามุงด้วยสังกะสีพระอุโบสถหลังนี้สร้างอยู่หน้าอุโบสถหลังเดิมตั้งอยู่ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำน่านต่อมาน้ำได้เซาะตลิ่งพังจึงได้สร้างขึ้นมาใหม่และพร้อมกันนี้ได้สร้างศาลาขึ้นมาหนึ่งหลัง ประมาณพุทธศักราช๒๔๕๕ โดยใช้การก่อสร้างแบบลักษณะทรงไทยโบราณไม่ใช้ตะปูในการก่อสร้างเหมือนในยุคปัจจุบัน ศาลาหลังนี้ใช้เสาใหญ่มากเมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๗ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงเสด็จออกตรวจการณ์คณะสงฆ์มณฑลฝ่ายเหนือโดยพระองค์ได้ทรงเสด็จมาที่วัดท่าหลวงนี้ด้วย ได้ทรงชมว่า &quot;ศาลาการเปรียญหลังนี้ช่างสร้างได้เก่งจริง ๆ&quot;และต่อมาศาลาหลังนี้ก็ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ต่อมาในปีพุทธศักราช๒๔๖๐ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้าองค์สกลมหาสังฆปริณายก ลำดับที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ทรงเสด็จมาที่วัดท่าหลวงอีกครั้งหนึ่งในการเสด็จมาครั้งนี้พระองค์ได้เสด็จมาทรงเปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดท่าหลวงได้สร้างขึ้นใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช๒๔๗๑ พระเดชพระคุณพระครูศีลธรารักษ์ (หลวงปู่ยิ้ม ทัดเที่ยง) เจ้าอาวาสวัดท่าหลวงและ เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยคณะอุบาสก อุบาสิกา ทายก ทายิกาได้นิมนต์พระมหาไป๋ ญาณผโล - นาควิจิตร เปรียญธรรม ๔ ประโยคเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีอยู่ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์จังหวัดพระนครให้มาเป็นครูสอนในโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกบาลีและแผนกธรรมที่สำนักศาสนศึกษาวัดท่าหลวงพระมหาไป๋ ญาณผโล รูปนี้ท่านเป็นชาวเมืองพิจิตรเก่าและได้ไปศึกษาเล่าเรียนที่จังหวัดพระนครตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๕๙ท่านได้พัฒนาการศึกษาสงฆ์จนมีความมั่นคงจนทำให้วัดท่าหลวงมีพระภิกษุสามเณรเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากเป็นลำดับแม้กระทั่งศิษย์วัดก็มีมากขึ้นด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช ๒๔๗๒พระเดชพระคุณพระครูศีลธรารักษ์ (หลวงปู่ยิ้ม ทัดเที่ยง) เจ้าอาวาสวัดท่าหลวง และเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร ได้มรณภาพลงแล้ว พระมหาไป๋ ญาณผโลจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าหลวงรูปต่อมาและในขณะเดียวกันนั้นท่านยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดพิจิตรอีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เนื่องจากการมรณภาพของพระเดชพระคุณพระครูศีลธรารักษ์ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดพิจิตรว่างลง พระมหาไป๋ ญาณผโลจึงได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร เมื่ออายุ ๓๓ ปีพรรษา ๑๐ ในคราวประชุมเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า องค์สกลมหาสังฆาปริณายก ได้ทรงตรัสว่า &quot;ท่านนะหรือจะเป็นเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร&quot; แต่เนื่องจากพระมหาไป๋ ญาณผโลเป็นผู้เชี่ยวชาญและไฝ่ใจในการศึกษา มีความรู้ความเข้าใจอย่างแตกฉานในพระธรรมวินัยจึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ในราชทินนามที่พระครูธรรมทัสสีมุนีวงศ์ พิจิตรสังฆบดี สังฆวาหะ เมื่อวันที่ ๖ เดือนพฤศจิกายนพุทธศักราช ๒๔๗๔ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๙ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนามที่พระธรรมทัสสีมุนีวงศ์ มงคลพิจิตร ยคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี (สป.)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช ๒๔๙๐ พระเดชพระคุรพระธรรมทัสสีมุนีวงศ์ (หลวงปู่ไป๋ ญาณผโล)ได้ดำเนินการก่อสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดพิจิตรในขณะนั้นขึ้นมาอีกหลังหนึ่ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช๒๔๙๓ ศาลาการเปรียญหลังเก่าชำรุดทรุดโทรมมากอีกทั้งมีประชาชนมาบำเพ็ญกุศลเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับจึงได้ดำเนินการก่อสร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ขึ้นมาอีกหลังหนึ่งปัจจุบันพระเดชพระคุณพระราชวิจิตรโมลี (หลวงพ่อบุญมี ปริปุณฺโณ - แตงปั้น)เจ้าอาวาสวัดท่าหลวง และ เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร รูปปัจจุบันได้ก่อสร้างศาลาสภาบริหารคณะสงฆ์จังหวัดพิจิตร (ศาลาการเปรียญ) เมื่อปีพุทธศักราช๒๕๓๐ แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปีพุทธศักราช ๒๕๓๖ด้วยวัตถุประสงค์คือต้องการให้เป็นที่ประชุมส่วนกลางของคณะสงฆ์จังหวัดพิจิตรเป็นสถานที่บำเพ็ญกุศล ทำกิจกรรมของส่วนราชการ และประชาชนสร้างในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๙ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ๖๐ พรรษา เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๐ เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ ๒ ชั้นขนาดกว้าง ๒๘ เมตร ยาว ๖๐ เมตรโดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดพระราชทานพระปรมาภิไธยย่อ (ภปร.)ซึ่งติดตั้งอยู่ที่บันศาลาทั้ง ๒ ด้าน เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๕ใช้งบประมาณในการก่อสร้างจำนวน ๒๔,๙๕๑,๙๖๑.- บาท (ยี่สิบสี่ล้านเก้าแสนห้าหมื่นหนึ่งพันเก้าร้อยหกสิบเอ็ดบาทถ้วน)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อปีพุทธศักราช๒๕๔๒ มหาเถรสมาคมได้มีมติให้วัดท่าหลวงเป็นที่ประทานสัญญาบัตร พัดยศและผ้าไตรแก่คณะสงฆ์ในเขตการปกครองคณะสงฆ์หนเหนือ ๑๖ จังหวัดโดยพระเดชพระคุณท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกทรงเป็นองค์ประทานสัญญาบัตร พัดยศและผ้าไตร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช ๒๕๔๖พระเดชพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือได้มีบัญชาให้วัดท่าหลวงเป็นสถานที่ทรงตั้งเปรียญและมอบวุฒิบัตรแก่พระภิกษุสามเณรผู้สอบบาลีสนามหลวงได้ในปีพุทธศักราช๒๕๔๖ ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนเหนือ ๑๖ จังหวัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช๒๔๘๖ คณะสงฆ์วัดท่าหลวงโดยการนำของพระเดชพระคุณพระธรรมทัสสีมุนีวงศ์ (หลวงปู่ไป๋)เจ้าอาวาสวัดท่าหลวง และ เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยอุบาสก อุบาสิกา ทายกทายิกา พ่อค้า ประชาชน ได้พร้อมใจกันก่อสร้างถาวรวัตถุที่ทำการคณะสงฆ์เป็นเรือนไม้๒ ชั้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช ๒๕๑๑ - ปัจจุบันพระเดชพระคุณพระราชวิจิตรโมลี (หลวงพ่อบุญมี ปริปุณฺโณ - แตงปั้น)เจ้าอาวาสวัดท่าหลวง และ เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร รูปปัจจุบันได้รับการมอบหมายจากพระเดชพระคุณพระทีฆทัสสีมุนีวงศ์ (หลวงปู่ไป๋)ให้ดำเนินการวางผังบริเวณวัด การก่อสร้างเสนาสนะถาวรวัตถุภายในวัดเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามเหมาะสมดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช๒๕๑๑ ได้ดำเนินการจัดสร้างกุฏิสามัคคีแสวงธรรม (กุฏิ ๕)เป็นกุฏิอดีตเจ้าอาวาสวัดท่าหลวง (หลวงปู่ไป๋) อาคารทรงไทย ๒ ชั้น กว้าง ๑๕ เมตรยาว ๒๕ เมตร ได้การอุปถัมภ์ด้วยดีจากคุณแสวง ศรีมาเสริมผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรในขณะนั้น สิ้นค่าก่อสร้างเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น๔๑๒,๖๙๐.- บาท (สี่แสนหนึ่งหมื่นสองพันหกร้อยเก้าสิบบาท) ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๔๖)ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์และสร้างเพิ่มเติม<br />
สิ้นจำนวนเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐.- บาท (ห้าล้านบาท) แต่ยังคงโครงสร้างเดิมไว้เป็นส่วนมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ - ๒๕๑๖ ได้ดำเนินการก่อสร้างกุฏิทรงไทยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น กว้าง ๕ เมตร ยาว ๙ เมตร จำนวน ๑๐ หลัง ๆ ละ ๑๐๓,๐๐๐.- บาท (หนึ่งแสนสามพันบาท) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๐๓๐,๐๐๐.- บาท (หนึ่งล้านสามหมื่นบาท)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช ๒๕๑๗ - ๒๕๒๒ ได้ดำเนินการก่อสร้างกุฏิทรงไทยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น เป็น ๒ ขนาด จำนวน ๘ หลัง คือ -<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(๑) ขนาดกว้าง ๗.๕๐ เมตร ยาว ๑๒ เมตร จำนวน ๔ หลัง ๆ ละ ๒๕๐,๐๐๐.- บาท (สองแสนห้าหมื่นบาท) เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐.- บาท (หนึ่งล้านบาท)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(๒) ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๙ เมตร จำนวน ๔ หลัง ๆ ละ ๑๕๐,๐๐๐.- บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท) เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน ๖๐๐,๐๐๐.- บาท (หกแสนบาท)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช ๒๕๒๒ ได้ดำเนินการก่อสร้างกุฏิทรงไทยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๙ เมตร จำนวน ๒ หลัง ๆ ละ ๒๒๐,๐๐๐.- บาท (สองแสนสองหมื่นบาท) เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น ๔๔๐,๐๐๐.- บาท (สี่แสนสี่หมื่นบาท)<br />
ปีพุทธศักราช ๒๕๒๓ - ๒๕๒๕ ได้ดำเนินการก่อสร้างกุฏิทรงไทยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ขนาดกว้าง ๗.๕๐ เมตร ยาว ๑๒ เมตร จำนวน ๑ หลัง เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น ๓๐๒,๐๐๐.- บาท (สามแสนสองพันบาท)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช ๒๕๔๑ ได้ดำเนินก่อสร้างกุฏิทรงไทยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ปูพื้นด้วยหินแกรนิต ตบแต่งภายในวัดไม้สักทั้งหลัง หลังคามุงกระเบื้องเซรามิก ขนาดกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๓๐ เมตร ใช้ในการสงเคราะห์ต้องการเลิกยาเสพติดให้โทษทุกชนิด เป็นที่เก็บวัตถุมงคลของวัด ท่าหลวงทุกชนิด เป็นศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาวัดท่าหลวง และ เป็นศูนย์พระปริยัตินิเทศก์จังหวัดพิจิตร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ ได้ดำเนินการก่อสร้างกุฏิทรงไทยคอนกรีตเสริมเหล็ก ปูพื้นด้วยหินแกรนิต ตบแต่งภายในด้วยไม้สักทั้งหลัง หลังคามุงกระเบื้องเซรามิก ๒ ชั้น ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๒ เมตร จำนวน ๒ หลัง (กุฏิรับรองสงฆ์ ๑) จำนวน ๒,๕๐๐,๐๐๐.- บาท (สองล้านห้าแสนบาท)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ ได้ดำเนินการก่อสร้างกุฏิทรงไทยคอนกรีตเสริมเหล็ก ปูพื้นด้วยหินแกรนิต ตบแต่งภายในด้วยไม้สักทั้งหลัง หลังคามุงกระเบื้องเซรามิกสีดำ ๒ ชั้น ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๒ เมตร จำนวน ๒ หลัง (กุฏิรับรองสงฆ์ ๒) จำนวน ๒,๖๐๐,๐๐๐.- บาท (สองล้านหกแสนบาท)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช ๒๕๔๕ ได้ดำเนินการก่อสร้างกุฏิทรงไทยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น พื้นหินขัด ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๕๐ เมตร เป็นเงินจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐.- บาท (ห้าล้านบาท)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การก่อสร้างพระอุโบสถหลวงพ่อเพชร เดิมที่พระอุโบสถหลังเก่าของวัดท่าหลวงได้สร้างด้วยไม้ เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๒ ตรงกับวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีระกา เอกศก ๑๒๗๑ รัตนโกสินทรศก ๑๒๘ ได้มีพระยาพิชัยณรงค์สงคราม (ดิษ) เจ้าเมืองพิจิตร (เผื่อน) ภริยา และนายคอน ผู้เป็นบุตร พร้อมใจกันสร้างพระอุโบสถหลังนี้ไว้ตามเดิม ด้วยทุนที่ได้รับพระราชทานเงินเดือน เป็นเงิน ๑,๒๓๓ บาท (หนึ่งพันสองร้อยสามสิบสามบาท) มิได้แข่งขันกับวัดใดวัดหนึ่ง โดยมิได้มีที่เดือดร้อน และมีผู้ร่วมบริจาคหลายรายเพราะพระอุโบสถได้ชำรุดปรักหักพังมานาน พระสงฆ์ได้รับความเดือดร้อนมากในการกระทำสังฆกรรม จึงคิดอำนวยการนี้ขึ้น การสร้างพระอุโบสถของท่านเจ้าเมืองพิจิตรดังกล่าวมาแล้วนั้น เพื่อเป็นที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อเพชรแทนพระอุโบสถหลังเดิมที่ชำรุดทรุดโทรมและเดิมสร้างเป็นฝากระดานหลังคามุงด้วยสังกะสี พระอุโบสถหลังนี้สร้างอยู่หน้าพระอุโบสถหลังเดิม ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำน่าน ต่อมาน้ำเซาะตลิ่งพัง จึงได้สร้างขึ้นมาใหม่อายุกว่า ๔๐ ปี ชำรุดทรุดโทรมมาก พอถึงปีพุทธศักราช ๒๔๙๒ พระเดชพระคุณพระธรรมทัสสีมุนีวงศ์ (หลวงปู่ไป๋) เจ้าอาวาสวัดท่าหลวงในขณะนั้น ได้เป็นประธานในการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ที่มีความวิจิตรงดงามตามแบบสถาปัตยกรรมไทย ขนาดกว้าง ๙.๕๐ เมตร ยาว ๒๗ เมตร พระอุโบสถหลวงพ่อเพชรได้สร้างสำเร็จเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๕ แล้วได้อัญเชิญองค์หลวงพ่อเพชรมาประดิษฐานไว้ที่แทนรองรับในพระอุโบสถ แต่พอปีพุทธศักราช ๒๕๑๔ ได้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งที่ ๑ เป็นเงินจำนวน ๑๙,๑๓๓.- บาท (หนึ่งหมื่นเก้าพันหนึ่งร้อยสามสิบสามบาท)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช ๒๕๓๓ ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถหลวงพ่อเพชรครั้งที่ ๒ ได้จัดเปลี่ยนหลังคา ทาสี และวาดภาพจิตรกรรมฝาผนัง ประดับไฟฟ้าทั้งภายในและภายนอก เป็นเงินจำนวน ๕,๒๐๐,๐๐๐.- บาท (ห้าล้านสองแสนบาท) โดย คุณเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของบริษัทกระทิงแดงจำกัด เป็นผู้อุปถัมภ์ทั้งหมด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช ๒๕๔๖ ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถหลวงพ่อเพชรครั้งที่ ๓ได้จัดเปลี่ยนหลังคา ทาสี และเปลี่ยนไม้แปร ระแนง ฝ้า เป็นเงินจำนวน ๒,๑๐๐,๐๐๐.- บาท (สองล้านหนึ่งแสนบาท) โดย คุณเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของบริษัทกระทิงแดงจำกัด เป็นผู้อุปถัมภ์ทั้งหมด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ ได้ดำเนินการสร้างฌาปนสถานเมรุ เนื่องจากเมรุเดิมอยู่ในที่โล่งแจ้งไม่เหมาะสมกับสถานที่ จึงได้ทำการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๒๓ - ๒๕๒๕ ได้จัดสร้างเมรุขึ้นมาใหม่ อยู่ใกล้บริเวณเดียวกันแต่มีขนาดใหญ่กว่า เป็นลักษณะทรงไทย มีมณฑป ๑ หลัง แบบเตาคู่ ขนาดกว้าง ๕.๕๐ เมตร ยาว ๓๑ เมตร สิ้นค่าก่อสร้างจำนวน ๒,๒๕๐,๐๐๐.- บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นบาท) ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๔๘ ได้บูรณปฏิสังขรณ์ทาสี ตั้งแท่น เปลี่ยนเตาเผาจากถ่านมาเป็นระไฟฟ้าน้ำมัน สิ้นเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐.- บาท ( สองล้านบาทถ้วน)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pck.onab.go.th/th/file/get/file/20210705c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b144334.jpg' type='image/jpg' length='50508' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดโพธิ์ประทับช้าง]]></title>
<link>https://pck.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/649</link>
<guid isPermaLink="false">0a7625fb6e505a656247b03c6aac49c2</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ประวัติ&nbsp; วัดโพธิ์ประทับช้าง&nbsp; จากพระราชพงศาวดารกรุงเก่า</strong></p>

<p>&nbsp;มูลเหตุในการก่อสร้างวัดโพธิ์ประทับช้าง<br />
&nbsp;ในแผ่นดินสมเด็จพระสรรเพ็ชร์&nbsp; ที่&nbsp;&nbsp; ๘&nbsp;&nbsp; (พระเจ้าเสือ&nbsp; ,&nbsp; พระเจ้าดอกเดื่อ)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในศักราช&nbsp; ๑๐๕๙ ปีฉลูนพศก (พ.ศ. ๒๒๔๐) ครั้นถึงวันอันได้ศุภวารมหามงคลนักขัตฤกษ์&nbsp; จึ่งท้าวพระยาเสนา&nbsp; กระวีราช&nbsp; ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งหลายฝ่ายทหาร พลเรือน และพระสงฆ์ราชาคณะคามวาสี อรัญวาสีชีพราหมณาจารย์ทั้งปวง&nbsp; ประชุมพร้อมกัน&nbsp; ณ&nbsp; พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท&nbsp; อัญเชิญเสด็จพระบาทบรมราชบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นราชาภิเษก&nbsp; เป็นเอกอัครบรมทิราชธิบดินทรปิ่นพิภพจบสกลราชสีมา&nbsp; เสวยมไหสุริยศวรรยาธิปัตต์ถวัลย์ราชสมบัติประเพณี&nbsp; สืบศรีสุริยวงศ์&nbsp; ดำรงราชอาณาจักรกรุงเทพมหานคร&nbsp; ทวาราวดีศรีอยุธยา&nbsp; มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์&nbsp; อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน&nbsp; แล้วถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์สำหรับพระมหากษัตริย์ธิราชเจ้า และการพระราชพิธีทั้งปวงนั้น&nbsp; พร้อมตามอย่างโบราณราชประเพณีเสร็จสิ้นทุกประการ และขณะนั้นเมื่อพระองค์เสด็จเสวยราชสมบัตินั้นพระชนม์ได้สามสิบหกพรรษา&nbsp; ฯลฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ลุศักราชได้&nbsp;&nbsp; ๑๐๖๑&nbsp;&nbsp; ปี เถาะ&nbsp; เอกศก (พ.ศ. ๒๒๔๒) สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงพระราชดำริถึงภูมิชาติแห่งพระองค์&nbsp; ซึ่งสมเด็จพระพันปีหลวงตรัสบอกไว้แต่ยังทรงพระเยาว์อยู่นั้นว่า&nbsp;&nbsp; เมื่อศักราช&nbsp; ๑๐๒๔&nbsp; ปี ขาล&nbsp; อัฐศก (พ.ศ. ๒๒๐๕) แต่ครั้งแผ่นดินสมเด็จบรมพิตรพระนารายณ์เป็นเจ้า&nbsp; เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปนมัสการพระพุทธปฏิมากรพระชินราช&nbsp; พระชินสีห์&nbsp;&nbsp; ณ&nbsp; เมืองพิษณุโลก&nbsp; ทรงพระกรุณาให้มีการมหรสพถวายพุทธสมโภชคำรบ&nbsp;&nbsp; ๓&nbsp; วัน&nbsp;&nbsp; ครั้งนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในพระบรมโกศพาเอาสมเด็จพระพันปีหลวงตามเสด็จขึ้นไปด้วย&nbsp; ขณะนั้นสมเด็จพระพันปีหลวงทรงพระครรภ์แก่&nbsp; จึงประสูติพระองค์ที่ตำบลบ้านโพธิ์ประทับช้าง&nbsp; แขวงเมืองพิจิตร&nbsp; ในเดือนอ้าย&nbsp; ปีขาล อัฐศก&nbsp; แล้วจึงเอารกที่สหชาตินั้นใส่ลงในผอบเงิน&nbsp; เอาไปฝังไว้หว่างต้นโพธิ์ประทับช้าง และต้นมะเดื่ออุทุมพร&nbsp; ต่อกันนั้น&nbsp; เหตุนั้นจึงได้นามกรชื่อ&nbsp; มะเดื่อ&nbsp;&nbsp; และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&nbsp; ทรงพระราชดำริระลึกถึงที่ภูมิชาติ&nbsp; อันพระองค์ประสูติ&nbsp; ณ&nbsp; แขวงหัวเมืองฝ่ายเหนือ&nbsp; เป็นที่มหามงคลสถานอันประเสริฐสมควรจะสร้างขึ้นเป็นพระอาราม&nbsp; จึงมีพระราชดำรัสสั่ง สมุหนายก ให้เกณฑ์กันขึ้นไปสร้างพระอารามตำบลบ้านโพธิ์ประทับช้าง&nbsp; มีพระอุโบสถ&nbsp; วิหาร&nbsp; มหาธาตุเจดีย์&nbsp; ศาลาการเปรียญ และกุฎีสงฆ์พร้อมเสร็จ&nbsp; และสร้างพระอารามนั้นสองปีเศษ&nbsp; จึงจะสำเร็จ&nbsp; ในปีมะเส็ง ตรีศก&nbsp; จึงสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จด้วยพระชลวิมานโดยกระบวนนาวาพยุห&nbsp; ขึ้นไปพระอารามตำบลโพธิ์ประทับช้างนั้น และท้าวพระยาข้าทูลละอองธุลีพระบาท&nbsp; ซึ่งขึ้นไปคอยรับเสด็จโดยสถลมารคนั้นก็เป็นอันมาก&nbsp; แล้วทรงพระกรุณาให้มีการฉลอง และมีการมหรสพคำรบสามวัน&nbsp; ทรงถวายไทยทานแก่พระสงฆ์เป็นอันมาก&nbsp; และทรงพระราชอุทิศถวายเลขข้าพระไว้สำหรับอุปฐากพระอาราม&nbsp; ๒๐๐&nbsp; ครัว&nbsp; และถวายพระกัลปนาขึ้นแก่พระอารามตามธรรมเนียม&nbsp; แล้วทรงพระกรุณาตั้งเจ้าอธิการ&nbsp; ชื่อ&nbsp; พระครูธรรมรูจีราชมุนี อยู่ครองพระอาราม ถวายเครื่องสมณบริขารตามศักดิ์พระราชาคณะแล้วเสร็จ&nbsp; ก็เสด็จกลับยังกรุงเทพมหานคร&nbsp; จำเดิมแต่นั้นมา&nbsp; พระอารามนั้นก็เรียกว่า&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดโพธิ์ประทับช้าง&nbsp; มาตราบเท่าทุกวันนี้. ฯลฯ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูลบางส่วนจาก&nbsp;&nbsp; พระราชพงศาวดารกรุงเก่า</p>

<p>เพราะเหตุใด ?&nbsp; จึงนิยมเรียก พระนามของพระองค์ว่า&nbsp;&nbsp; พระเจ้าเสือ&nbsp; กันละ&nbsp; ?</p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อืม ....&nbsp; นั่นสิครับเป็นสิ่งที่น่าคิด และฉงนใจมิใช่น้อย&nbsp; เดิมที&nbsp; พระองค์ได้พระนามว่า&nbsp; พระเจ้าเดื่อ (มะเดื่อ) นั่นคงเป็นพระนามที่พระองค์คงยินดีมาก เสียกว่าที่จะได้ยินเป็นอย่างอื่นแน่จริงม่ะ ... มีเรื่องเล่าว่า&nbsp; เพราะพระองค์เกิดปีขาล หรือ ปีเสือ นั่นเอง&nbsp; บ้างก็ว่า&nbsp; พระองค์ทรงดุ ! มาก&nbsp; ก็จะดุเหมือนอะไรล่ะครับ ถ้ามิใช่เสือ จริงแม่ะ ...&nbsp;&nbsp; นั่นแหละครับชาวบ้านเลยเรียกกันจนคุ้นเคย&nbsp; จนสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน นานเกินจนหลายคนลืมเอ่ยชื่อ&nbsp; พระเจ้าเดื่อ&nbsp; ไปเลย ....</p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อันที่จริงพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ ที่รักแผ่นดิน&nbsp; รักชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง&nbsp; พระองค์ทรงรัก&nbsp; ศาสนาของพระองค์ นั้นก็คือ&nbsp; พระพุทธศาสนา&nbsp; เหมือนกับประชาชน&nbsp; ชาวบ้านหลาย ๆ คน ซึ่งต่างก็รักศาสนาเหมือนพระองค์นั่นแหละครับ&nbsp; ลองนึกดูให้ดีสิครับ&nbsp; เป็นเรื่องที่เรา ซึ่งถือว่าเป็นคนรุ่นหลังเกิดไม่ทันแน่&nbsp; แต่ทำไมพระองค์ถึงได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ&nbsp; ที่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา รักประเทศชาติ&nbsp; รักประชาชน มีหรือที่พระองค์จะเหยียบย่ำ&nbsp; กดขี่&nbsp; ข่มเหง&nbsp; ต่อประชาชนของพระองค์เอง ดังที่พวกฝ่ายตรงข้าม พระองค์โจมตีเล่า ....</p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ดังในสมัยที่พระองค์ทรงมียศเป็นขณะนั้น&nbsp; คราว เมื่อ&nbsp; ข้าราชการส่วนใหญ่ ต่างก็อยู่ในอำนาจ และเกรงกลัว เกรงใจ ต่อนายฝรั่ง&nbsp; อย่าง เจ้าพระยาวิชาเยนทร์&nbsp; ซึ่งกำลังเป็นที่ไว้วางพระทัยของ องค์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช&nbsp; ซึ่งเจ้าพระยาวิชาเยนทร์กำลังซ่องสุมกำลังพล เพื่อหวังยึดครองอำนาจ และมีทหารทั้งภายใน และต่างชาติ อยู่ในอำนาจไม่น้อยทีเดียว.</p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และมีวิธีจูงใจต่าง ๆ&nbsp; ให้คนหันมารับราชการ ทำความดีความชอบมากมาย&nbsp; แม้กระทั่ง มีวิธีจูงใจ และบังคับให้พระสงฆ์องค์เจ้าที่บวชอยู่ในพระพุทธศาสนา&nbsp; ให้สึกออกมารับราชการนั้นอย่างมากมายทีเดียว&nbsp; แน่นอนครับ สำหรับคนไทย&nbsp; นั้นบางพวกก็คงสนับสนุน เห็นดี เห็นงามด้วย&nbsp; แต่บางพวกก็คงจะคัดค้านไม่เห็นชอบด้วย&nbsp; ... แต่ด้วย อำนาจและหน้าที่&nbsp; บวกกับความสนิทสนมชิดใกล้ องค์พระมหากษัตริย์ คือ องค์พระนารายณ์&nbsp; ต่างก็เกรงพระราชหฤทัย&nbsp; แม้แต่พระองค์เอง&nbsp; ก็คงทรงอึดอัดในพระราชหฤทัยไปไม่น้อยทีเดียว</p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แต่...&nbsp; มีบุคคลหนึ่งที่ มีความรักชาติ&nbsp; รักศาสนาไม่น้อยไปยิ่งหย่อนไปกว่าใคร&nbsp; อาจจะมากมายกว่าใคร ๆ ด้วยก็ว่าได้&nbsp; ก็คือ&nbsp; ขุนหลวงสรศักดิ์&nbsp; นั่นเอง&nbsp; ซึ่งก็คือ&nbsp; พระเจ้าเสือ&nbsp; หรือ&nbsp; พระเจ้าเดื่อ&nbsp; นั่นเอง&nbsp; คงเก็บความรู้สึกความอัดอั้นตันใจ ที่ทนดู เจ้าฝรั่งวิชชาเยนทร์&nbsp; มาสึกเอาเจ้ากู&nbsp; ก็คือ บรรดาพระสงฆ์ที่บวชอยู่ ให้สึกออกมารับราชการเสียมากต่อมากมิได้อีกต่อไป&nbsp;&nbsp; จึงเป็นเหตุให้ชกเอาปากเจ้าวิชาเยนทร์จนปากแตก เลือดกลบ ถึงกับฟันหักไป&nbsp; ๒&nbsp; ซี่ทีเดียว&nbsp; ดังโคลงสุภาพพงศาวดาร&nbsp; ตอนนั้น&nbsp;&nbsp; ได้กล่าวไว้ว่า...&nbsp;&nbsp;&nbsp; ความรักชาติและข้อนี้มันน่าคิดมิใช่น้อยนะผมว่า ... บางทีถ้าเราเรียนประวัติศาสตร์&nbsp; อ่านประวัติศาสตร์อย่างเดียว แล้วตัดสินใจเชื่อ และยอมรับ ในเรื่องราวที่เขาเขียนไว้&nbsp; แต่ไม่ได้คิด วิจัย วินิจฉัย เรื่องราวต่าง ๆ ความเป็นไปได้ต่าง ๆ&nbsp; มันก็คงเกิดเรื่องเสียหาย และน่าใจหายมิใช่น้อย&nbsp; จริงม่ะ ....ฝากไว้ให้คิดด้วยละกัน&nbsp; แต่ผมก็ยอมรับฟังเรื่องราวความเห็นต่าง ๆ อยู่แล้ว เพราะเรื่องมันเกิดไปแล้ว 5555 ........ ยิ่งเมื่อได้รู้เรื่องราวของ&nbsp; พันท้ายนรสิงห์&nbsp; นายท้ายเรือพระที่นั่ง เรือเอกชัย อีก&nbsp; พระองค์ดูแตกต่าง และแปลกไปจากเรื่องราวที่กล่าวหาพระองค์ไปในทางที่เสื่อมเสีย ไปในทางที่ไม่ดีเลย&nbsp; สังเกตดูนิสัยพระองค์ไม่ได้โหดร้าย ไม่ได้เหี้ยมโหด&nbsp; ไร้คุณธรรมเลยสักนิดเดียว ซึ่งความน่าจะเป็น ก็คงน่าจะโหดร้ายกับคนที่ควรโหดร้ายด้วยเท่านั้นมากกว่า&nbsp; จริงมั๊ย ครับ&nbsp; .... แต่ ก็อย่างว่าแหละ&nbsp; ขึ้นชื่อว่าคน เมื่อเป็นที่รักของอีกฝ่าย&nbsp; แน่นอน...อีกฝ่ายย่อมเกลียด อยู่เสมอนั่นแหละ .... เรื่องนี้ผมว่ามันเข้ากับยุคสมัยในปัจจุบันมาก&nbsp; ซึ่งเกี่ยวข้องกันกับ&nbsp; ชาติ&nbsp;&nbsp; ศาสนา&nbsp; พระมหากษัตริย์&nbsp; และความรักชาติรักแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน&nbsp; รักความสงบสุขในชาติบ้านเมือง อยากให้ชาติบ้านเมืองเรามีสันติสุข&nbsp; เหมือนดังในอดีต ที่ผ่านมา เราก็ต้อง&nbsp; รักสามัคคีกัน และช่วยผดุงคุณธรรม&nbsp; ที่ผมเห็นชัดเจนเพียงอย่างเดียวมาตั้งแต่ในอดีต จนกระทั่งถึงปัจจุบัน&nbsp; นั่นก็คือ&nbsp; หลักธรรม ในพระพุทธศาสนา&nbsp; ที่กษัตริย์ชาติไทยเราได้ทำนุบำรุงถือปฏิบัติสืบกันมาแต่โบราณจนเป็นราชประเพณี และยังให้เกิดสันติสุขแก่ประชาชน แก่คนในสังคมมาทุกยุคทุกสมัย นับเป็นหลาย ๆ ร้อยปี&nbsp; ตั้งแต่ยุคก่อนกรุงสุโขทัย&nbsp; กรุงศรีอยุธยา&nbsp; และตลอดยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ถึงในปัจจุบัน&nbsp; ถ้าหากเรายังไม่รักสมัครสมานสามัคคีกัน&nbsp; ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันแล้ว&nbsp; ชาติ&nbsp; ศาสนา&nbsp; พระมหากษัตริย์&nbsp; จะอยู่รอดได้อย่างใดครับ ...</p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo;...ฝ่ายหลวงสรศักดิ์แจ้ง&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประจักษ์การ<br />
สมณพราหมณาจารย์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขุ่นข้อง<br />
วิชเยนทร์ทุจริตหาญ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เบียนศาสน์ หมองเฮย<br />
สึกภิกษุสามเณรร้อง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เรียกใช้เชิงเฉลย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วิชเยนทร์สุนิเวศขึ้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถิตอาสน์<br />
ว่ากิจใดผิดขาด&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถอดตั้ง<br />
สรศักดิ์พิศยิ่งบาด&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตาใคร่ สับเฮย<br />
ลุกทะลึ่งชกบ่ยั้ง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปับคว่ำ ขมำลง&rdquo;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ถึงแม้ว่า&nbsp; การกระทำของ หลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเดื่อ) ในครั้งนี้ถือว่าอุกอาจ และอาจหาญเป็นอย่างยิ่ง และทำให้เสียพระเกียรติขององค์ พระนารายณ์มหาราช หรือเรียกอย่างภาษาชาวบ้านๆ ว่า เสียหน้า&nbsp; ในครั้งนั้นเป็นอย่างมาก&nbsp;&nbsp; เพราะ&nbsp; หลวงสรศักดิ์นั้น ได้กระทำต่อหน้าพระพักตร์&nbsp; และต่อหน้าเสนาอำมาตย์ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ&nbsp; แต่นั่น&nbsp; ก็ถือว่าเป็นการสั่งสอน เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ให้หลาบจำ และเข็ดขยาดเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว&nbsp; เหตุการณ์นี้แสดงให้ว่าชาวไทยทั้งหลายในขณะนั้น&nbsp; ต่างก็คงได้รับความลำบากใจ เป็นอันมาก จากการกระทำของ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ที่ได้สึกเอาพระภิกษุสามเณร ออกไปรับราชการเป็นจำนวนมาก&nbsp; โดยที่ไม่มีใครจะทัดทาน และสามารถแสดงความเห็นคัดค้านได้เลย เพราะถือว่า เจ้าฝรั่งวิชาเยนทร์ คนนี้ เป็นคนโปรดขององค์ พระนารายณ์มหาราช ยิ่งนัก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แม้ว่า&nbsp; สมเด็จพระนารายณ์มหาราช&nbsp; จะทรงกริ้วเพียงใดก็ตาม&nbsp; พระองค์ก็ทรงมิได้ถือเอาความอันใดกับ&nbsp; หลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเดื่อ) พระองค์ทรงพระราชทานอภัยโทษให้ ด้วยเห็นว่า&nbsp; เป็นเจตนาดีของ หลวงสรศักดิ์&nbsp; ที่ได้กระทำอย่างนั้น เพราะด้วยความรักชาติบ้านเมือง และ รักพระศาสนา ซึ่งพระองค์ก็ทรงทราบเหตุการณ์ที่ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ได้กระทำอยู่แล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อนึ่ง&nbsp; เหตุการณ์นี้&nbsp; เป็นหลักฐานที่แสดงถึง ความรัก ขององค์พระนารายณ์มหาราช ที่ทรงมีต่อ หลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเดื่อ) ยิ่งนัก ซึ่งพระองค์ย่อมทรงรู้อยู่เสมอว่า&nbsp; หลวงสรศักดิ์ นั้น มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับพระองค์เพียงใด มิใช่เป็นเพียงทหารมหาดเล็ก ธรรมดาๆ อย่างทั่วไป&nbsp;&nbsp; นั่นแสดงให้เห็นว่า&nbsp; หลวงสรศักดิ์ หรือ พระเจ้าเสือ&nbsp; นั้นเป็น พระโอรส ของพระองค์ ที่ประสูติกับ พระธิดาของเจ้าเมืองเชียงใหม่&nbsp; คือ&nbsp; พระนางกุสาวดี&nbsp; พระธิดาของ พระเจ้าแสนฝาง เจ้าเมืองเชียงใหม่ ที่องค์พระนารายณ์ ทรงได้รับมอบจากครั้งที่ขึ้นไปตีเอา เมืองเชียงใหม่ได้&nbsp; เมื่อ&nbsp; พ.ศ. ๒๒๐๔&nbsp; นั่นเอง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;เหมือนดังเพลงสามัคคีชุมนุมที่เราต่างก็จดจำ และร้องกันได้อย่างดีนั่นแหละครับ&nbsp; &ldquo;...รักกันไว้เถิด&nbsp; เราเกิดร่วมแดนไทย&nbsp; จะเกิดชาติไหน ๆ ก็ไทยด้วยกัน&nbsp; รักษาประเพณี&nbsp; ไม่มีขีดกั้น ก็เราทุกคนชาติไทยด้วยกัน...&rdquo; ครับ&nbsp; คำว่า ชาติไทย&nbsp; ในที่นี้คือ&nbsp; เราผู้อยู่ในผืนแผ่นดินไทย&nbsp; ด้ามขวานไทย&nbsp; ที่ยังอยู่นี่แหละครับ&nbsp; คือ เป็นผู้รักความสงบสุข&nbsp; เกิดสันติสุขของคนในสังคม&nbsp; อยู่กันอย่างสงบสุข&nbsp;&nbsp; ไม่ว่าเชื้อชาติใด ไทยภาคเหนือ&nbsp; ไทยภาคกลาง&nbsp; ไทยภาคอีสาน&nbsp; ไทยภาคใต้&nbsp; ไทยพุทธ&nbsp; ไทยมุสลิม&nbsp; ไทยคริสต์&nbsp; ไทยซิกซ์&nbsp; ไทยพราหมณ์&nbsp; ไทยฮินดู&nbsp;&nbsp; ศาสนาใด ๆ&nbsp; เราทั้งผอง&nbsp; ต่างก็เป็นไทย คือ เป็นผู้รักสันติสุข&nbsp; รักความสงบ&nbsp; ไม่มีการกดขี่ข่มเหง&nbsp; ไม่มีการข่มขู่&nbsp; ให้ไร้ซึ่งอิสรภาพ&nbsp; เสรี&nbsp; นั้นคือ&nbsp; ชาติไทย&nbsp; ของเราทุกคนครับ&nbsp; เราทุกคนจึงได้ชื่อว่า&nbsp; คนไทย&nbsp; ครับผม&nbsp;&nbsp; ผมจึงอยากเรียนถามว่า&nbsp;&nbsp;&nbsp; แล้วคุณล่ะ&nbsp; คนไทย&nbsp; หรือเปล่า........</p>

<p><br />
<strong>ความสำคัญของวัดโพธิ์ประทับช้าง</strong></p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เดิมทีแรกนั้นวัดโพธิ์ประทับช้างนั้นยังไม่มี&nbsp; และไม่ได้เรียกชื่อกันมาอย่างทุกวันนี้&nbsp; แต่เดิมนั้น&nbsp; น่าจะมีชื่อเรียกแน่&nbsp; แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ถือเอาเป็นความแน่นอนไม่ได้&nbsp; เหมือนอย่างวัดอื่น ๆ&nbsp; แต่ภายหลังต่อมาชาวบ้านเรียกชื่อวัดกันว่า&nbsp; วัดหลวงโพธิ์ประทับช้าง&nbsp; คือหมายถึงเป็นวัดของพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างไว้ (สมเด็จพระเจ้าเสือ)&nbsp; ซึ่งถือกันว่าเป็นวัดที่มีความเจริญรุ่งเรืองสวยงามมากกว่าใครในสมัยนั้น (พ.ศ. ๒๒๔๒ &ndash; ๒๒๔๔)&nbsp; และนอกจากนี้พระองค์ยังได้เกณฑ์พลเรือนมาตั้งครอบครัว&nbsp; จำนวนถึง&nbsp; ๒๐๐&nbsp; ครอบครัว&nbsp; เพื่อเอาไว้อยู่อุปฐากรับใช้&nbsp; ดูแลคณะพระสงฆ์ ที่พระองค์ทรงได้แต่งตั้งไว้เป็นผู้ครองพระอารามแห่งนี้&nbsp; คือ&nbsp; พระครูธรรมรูจีราชมุนี&nbsp;&nbsp; ซึ่งพระมหาเถระรูปนี้&nbsp; ต้องเป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อพระองค์ และหมู่พสกนิกรของพระองค์อยู่อย่างมากแน่นอน&nbsp; และสันนิษฐานว่า&nbsp; พระมหาเถระรูปนี้&nbsp; ต้องเป็นพระราชาคณะอยู่ปกครองคณะสงฆ์ใน เมืองพิจิตร แห่งนี้ด้วยอย่างแน่นอนทีเดียว&nbsp; เพราะแถบลุ่มน้ำน่านสายเก่าแก่แห่งนี้&nbsp; หรือ เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า&nbsp; แม่น้ำพิจิตรเก่า&nbsp; เต็มไปด้วยบ้านผู้คนทั้งสองฝั่งริมน้ำ ซึ่งถือกันว่าเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์อย่างมากที่เดียว&nbsp; ด้วยอาศัยเรื่องราวที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านที่ได้เล่าให้ฟังสืบกันมา&nbsp; และจากหลังฐานจากวัดต่าง ๆ ในแถบนี้&nbsp; นับตั้งแต่ชุมชนบ้านโพธิ์ประทับช้างขึ้นไป ถึงชุมชนตำบลเมืองเก่า&nbsp; ทุกๆ&nbsp; ระยะทางประมาณ&nbsp; ๑&nbsp; ถึง&nbsp; ๒&nbsp; กิโลเมตร&nbsp; จะมีวัดอยู่เสมอ ๆ&nbsp; ทั้งสองฝั่งแม่น้ำสายนี้&nbsp;&nbsp; ดังที่คนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟังว่า&nbsp; ดาษดื่นเต็มไปด้วยบ้านผู้คนอาศัยอยู่กันหนาแน่น&nbsp; ชนิดที่เรียกว่า&nbsp; &ldquo;&nbsp; ไก่บินไม่ตกฟาก&nbsp; &rdquo;&nbsp; นั่นแหละครับ</p>

<p><strong>&nbsp;เหตุการณ์ที่เปลี่ยนผัน&nbsp; ชีวิตคนในเขตลุ่ม แม่น้ำพิจิตร&nbsp; ( แม่น้ำน่าน สายเก่า )</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อย่างที่คำโบราณว่าไว้ว่า&nbsp;&nbsp; ...ที่ไหนมีความเจริญ&nbsp;&nbsp; ที่นั่น...ย่อมมีความเสื่อมเข้ามาเยือนเสมอ .... นั่นแหละครับ...&nbsp; หลังจากที่หลาย ๆ ชีวิต ต่างก็อยู่อย่างสุขสงบมาหลายชั่วอายุคน แต่ ค่ำคืนวันหนึ่งมีสายลมพัดมาอย่างหนาวเย็น แบบแปลก ๆ&nbsp; และท่ามกลางเสียงโหยหวนของเหล่าสุนัข&nbsp; ที่ร้องส่งกันเป็นทอด ๆ บางตัวก็คำราม ขู่กันโชกเหมือนกับว่ามันเผชิญอะไรบางอย่าง ! .... และแล้วก็ได้ยินเสียงคนร่ำไห้&nbsp; เสียงร้องไห้ของผู้คนบ้านเหนือ บ้านใต้ จนจับทิศทางไม่ได้ว่ามันมาจากทิศใดกันแน่ ....ใช่แล้วครับ เสียงร้องของลูก หลาน ภรรยา สามี ของผู้ตายนั่นเอง .... ต่างก็ล้มหายตายจากกันไป บ้านละ&nbsp; ๒ ศพบ้าง&nbsp; ๓&nbsp; ศพ&nbsp; บ้าง&nbsp; บางบ้านก็แทบตายหมดทั้งหลัง&nbsp; คนที่รอดตาย และมีเรี่ยวแรงยังดี&nbsp; ต่างก็ช่วยกันนำศพคนตายไปเผาบ้าง&nbsp;&nbsp; ฝังบ้าง&nbsp;&nbsp; แรก ๆ ก็เอาไปเผาได้&nbsp; แต่เมื่อตายกันมาก ๆ&nbsp; ก็เผาไม่ทัน&nbsp; ก็ช่วยกันหามไปฝังไม่เว้นแต่ละวัน แต่ละคืน แม้แต่เด็กอายุ ๑๐ ขวบ&nbsp; ! ที่ยังแข็งแรง ยังมาช่วยกันแบกศพหามศพด้วยเช่นกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จนผู้คนในหมู่บ้านเหลือน้อยเบาบางไปมาก และเห็นว่าขืนอยู่อาศัยกันต่อไปต้องตายกันหมดทั้งหมู่บ้านแน่นอน&nbsp; ต่างก็พาลูกพาหลาน อพยพย้ายครอบครัวหนีไปอาศัยถิ่นอื่นที่ใกล้เคียง ที่โรดระบาดหนักในครั้งนั้นกันมากมาก&nbsp; จนบ้านโพธิ์ประทับช้างบ้านใกล้เคียงกันนี้กลายเป็นหมู่บ้านร้างไปในที่สุด&nbsp; แต่ก็ยังพอมีอยู่บ้าง ที่อาศัยอยู่ห่างไกลจากสายน้ำนี้ก็อาศัยอยู่ต่อไป นั่นเพราะว่าชาวบ้านที่ตายไปนั้นเกิดโรคระบาดหนักคือ&nbsp; โรคอหิวาตกโรค&nbsp; หรือ&nbsp; โรคห่า&nbsp; นั่นเอง&nbsp;&nbsp; ซึ่งเกิดขึ้นประมาณปี พ.ศ.&nbsp; ๒๔๗๓ &ndash; ๗๕&nbsp; ถือว่าเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุด เท่าที่เคยเกิดมาของโรคดังกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัดโพธิ์ประทับช้างนั้น&nbsp; เป็นวัดร้างมาก่อนนานแล้ว&nbsp; สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านก็ไม่ทราบแน่นอนว่าร้างไปเพราะเหตุใด&nbsp; รู้แต่ว่าได้ร้างไปก่อนปี&nbsp; พ.ศ. ๒๔๕๔&nbsp;&nbsp; แน่นอน !&nbsp; ข้อสันนิษฐานก็คือ&nbsp; เพราะในสมัยนั้น วัดท่าตำหนัก&nbsp; ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ห่างจากวัดโพธิ์ประทับช้าง&nbsp; ประมาณ&nbsp; ๒&nbsp; กิโลเมตร&nbsp; กำลังเป็นวัดที่เจริญมีบ้านผู้คนอาศัยอยู่รอบวัดและเป็นวัดที่สำคัญวัดหนึ่งในสมัยนั้น&nbsp; ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นวัดที่&nbsp; สมเด็จพระเจ้าเสือ&nbsp; เสด็จมาพักเมื่อคราวมาสร้างวัดโพธิ์ประทับช้าง&nbsp; เมื่อ&nbsp; พ.ศ. ๒๒๔๒&nbsp; และต่อมาประมาณ พ.ศ. ๒๔๖๐&nbsp; เป็นวัดที่&nbsp; สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส&nbsp; สมเด็จพระสังฆราช&nbsp; องค์ที่&nbsp;&nbsp; ๑๐&nbsp; แห่งกรุงรัตนโกสินทร์&nbsp; ได้เสด็จมาประทับ&nbsp; ณ&nbsp; วัดท่าตำหนัก แห่งนี้&nbsp; เมื่อคราวเสด็จมาตรวจเยี่ยมวัดโพธิ์ประทับช้าง&nbsp; ซึ่งประชาชนต่างก็ปลาบปลื้ม&nbsp; ดีใจที่พระองค์เสด็จมา&nbsp; ณ&nbsp; ที่วัดแห่งนี้&nbsp; เมื่อพระองค์ได้เสด็จมาถึง วัดโพธิ์ประทับช้าง&nbsp; ชาวบ้านได้เอาประตูโบสถ์ ซึ่งได้พังลงมา เช็ดถู ทำความสะอาดแล้ว นำมาให้พระองค์ประทับนั่ง&nbsp; โดยเส้นทางที่พระองค์เสด็จมาเยี่ยมวัดโพธิ์ประทับช้างในครั้งนั้น&nbsp; ชาวบ้านเรียกกันว่า&nbsp; ทางสายเสด็จ&nbsp;&nbsp; มาจนถึงปัจจุบันนี้&nbsp; (คือจาก ต.เมืองเก่า&nbsp; ตั้งแต่&nbsp; ต้นมะเดื่อ&nbsp; เลยสะพานข้ามคลองชลประทาน&nbsp; -&nbsp; ผ่านวัดสิงห์จุฬามณี (โบสถ์ตาอินทร์)&nbsp; ตามเส้นทางเรียบคลองชลประทานในปัจจุบันจนถึง วัดท่าตำหนัก และวัดโพธิ์ประทับช้าง )&nbsp; และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์กรมสงขลานครินทร์&nbsp; เมื่อคราวเสด็จมาตรวจราชการทางเมืองเหนือ&nbsp; ซึ่งพระองค์ได้เสด็จมาทางเรือ&nbsp; ข้อมูลส่วนนี้ยังไม่แน่ชัด&nbsp; ยังไม่มีหลักฐาน&nbsp; อาศัยชาวบ้านเล่า ต่อ ๆ กันมา</p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>หมายเหตุ</strong>&nbsp;&nbsp; ทางกรมศิลปากร ได้ค้นพบใบเสมา วัดตำหนัก&nbsp; จังหวัดพิจิตร&nbsp; ซึ่งมีจารึกข้อความเป็นอักษรขอมสุโขทัย และไทยสุโขทัย เมื่อ พ.ศ. ๒๐๒๓&nbsp; แปลได้ใจความว่า ...มหาเถรสุมงคลราชรุจีศรีพิเชียรปรีชญา เป็นประธาน ร่วมกับพระสงฆ์&nbsp; อุบาสก&nbsp; อุบาสิกา&nbsp; พร้อมใจกันประดิษฐานพระธาตุ&nbsp; และพระพุทธรูปโดย&nbsp; ไว้เป็นพุทธบูชา... ปัจจุบันได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ&nbsp;</p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>พื้นที่ และอาณาเขต ของวัดโพธิ์ประทับช้าง ในปัจจุบัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แต่เดิมนั้นสันนิษฐานว่า&nbsp; มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ&nbsp; ๓๐๐&nbsp; ไร่&nbsp; แต่ภายหลังจากที่วัดมีสภาพได้ร้างไปนาน&nbsp; ชาวบ้านได้เข้ามาจับจองเป็นที่อยู่อาศัยบ้าง&nbsp;&nbsp; ใช้ทำที่ทำกินบ้าง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในปัจจุบันนี้คงมีพื้นที่ทั้งหมด&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประมาณ&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๙๕&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไร่&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; น.ส. ๓ ก เลขที่&nbsp;&nbsp; ๔๐๘&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีพื้นที่จำนวน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๘๐&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไร่&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑&nbsp;&nbsp; งาน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; น.ส. ๓ ก เลขที่&nbsp;&nbsp; ๔๐๑&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีพื้นที่จำนวน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไร่&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๓&nbsp;&nbsp; งาน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๔&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตารางวา<br />
-&nbsp;&nbsp; น.ส. ๓ ก เลขที่&nbsp;&nbsp; ๔๐๗&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีพื้นที่จำนวน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑๒&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไร่&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑&nbsp;&nbsp; งาน&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒๐&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตารางวา&nbsp;&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; ทิศเหนือจรดถนนทางหลวงแผ่นดิน สายฆะมัง &ndash; โพธิ์ประทับช้าง (๑๓๐๐)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; ทิศใต้จรดที่ของนายระดม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จุ้ยวอน<br />
-&nbsp;&nbsp; ทิศตะวันออกจรดคลองชลประทาน บี.อาร์. ๙๖.๗ แอล<br />
-&nbsp;&nbsp; ทิศตะวันตกจรดแม่น้ำพิจิตรเก่า (แม่น้ำน่านสายเก่า)<br />
<strong>&nbsp;สถาปัตยกรรม และโบราณสถาน</strong><br />
&nbsp;๑.&nbsp;&nbsp;&nbsp; อุโบสถ ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย&nbsp; มีกำแพงแก้วล้อมรอบ&nbsp; ขนาดกว้าง&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑๖&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมตร&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ยาว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒๔&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมตร&nbsp; ภายในประดิษฐานพระประธานปูนปั้น ชาวบ้านเรียกว่า&nbsp; &quot; หลวงพ่อโต &quot;&nbsp; อุโบสถก่อด้วยอิฐถือปูน&nbsp; หลังคาเครื่องไม้ มุงด้วยกระเบื้อง&nbsp; มีมุขหน้า หลัง ประตูและหน้าต่าง ประดับด้วยซุ้มที่มีลวดลายงดงาม&nbsp; โดย อุโบสถ และ พระประธานหันหน้าไปทิศตะวันตก ซึ่งเป็นแม่น้ำน่าเก่าบริเวณอุโบสถ นั้นรายรอบด้วย&nbsp;&nbsp; เจดีย์รายจำนวน&nbsp;&nbsp;&nbsp; -&nbsp;&nbsp; องค์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และ มีบรรณศาลารับรองทั้งสองข้าง<br />
๒.&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจดีย์ คู่&nbsp;&nbsp;&nbsp; ย่อมุมสิบสอง ปล้องไฉนศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย&nbsp; ฐานกว้าง&nbsp;&nbsp; ๕&nbsp;&nbsp; เมตร&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สูง&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๘&nbsp;&nbsp; เมตร&nbsp;<br />
&nbsp;๓.&nbsp;&nbsp; วิหาร&nbsp; ฐานสูง&nbsp; ขนาดกว้าง&nbsp; ๑๐&nbsp;&nbsp; เมตร&nbsp;&nbsp; ยาว&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๑๐.๗๐&nbsp;&nbsp; เมตร ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของโบสถ์<br />
๔.&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจดีย์&nbsp; บริเวณหน้าวิหารศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย&nbsp; ขนาดกว้าง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๕&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมตร&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ยาว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๕&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมตร&nbsp; ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในบริเวณกำแพงแก้วรอบนอก มีขนาด ก้วาง&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๗๐.๕๐&nbsp;&nbsp; เมตร&nbsp;&nbsp;&nbsp; ยาว&nbsp;&nbsp; ๑๐๕.๒๐&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมตร<br />
๕.&nbsp;&nbsp;&nbsp; วิหาร&nbsp; ตั้งอยู่ทิศใต้อุโบสถศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย&nbsp; ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระเครื่องบูชา&nbsp; ขนาดกว้าง&nbsp;&nbsp; ๑๑.๖๐&nbsp;&nbsp; เมตร&nbsp;&nbsp;ยาว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒๘.๗๐&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมตร<br />
๖.&nbsp;&nbsp;&nbsp; กุฏิสงฆ์&nbsp; ตั้งอยู่บริเวณทางทิศใต้วิหารและเจดีย์&nbsp;&nbsp; ขนาดกว้าง&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๒&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมตร&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ยาว&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๔&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมตร&nbsp;&nbsp; มีกำแพงล้อมรอบ<br />
๗.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศาลาเก้าห้อง ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย&nbsp; ล้อมรอบด้วยกำแพง&nbsp; ขนาดกว้าง&nbsp;&nbsp; ๒๐&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมตร&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ยาว&nbsp;&nbsp; ๓๐&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมตร<br />
๘.&nbsp;&nbsp; สระน้ำ&nbsp; ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ&nbsp; ขนาดกว้าง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมตร&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ยาว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมตร (ปัจจุบันได้ถมไปแล้ว)&nbsp; ใช้จัดเป็นสนามฟุตบอล และตลาดชุมชน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ที่มารูปภาพ :&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://thai.tourismthailand.org/Attraction/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87">
<div style="max-width:320px;margin:auto;"><!-- You're using demo endpoint of Iframely API commercially. Max-width is limited to 320px. Please get your own API key at https://iframely.com. -->
<div class="iframely-embed">
<div class="iframely-responsive" style="padding-bottom: 52.3333%; padding-top: 120px;"><a data-iframely-url="//if-cdn.com/quPxyeJ" href="https://thai.tourismthailand.org/Attraction/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87">วัดโพธิ์ประทับช้าง</a></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script></div>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pck.onab.go.th/th/file/get/file/202107068f14e45fceea167a5a36dedd4bea2543095739.jpg' type='image/jpg' length='65073' />
</item>
</channel>
</rss>
