Home วัดสำคัญของจังหวัด วัดท่าหลวง

ประวัติวัดท่าหลวงพระอารามหลวง

วัดท่าหลวง พระอารามหลวง ตั้งอยู่เลขที่ ๖๗๔ ถนนบุษบา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตรจังหวัดพิจิตร รหัสไปรษณีย์ ๖๖๐๐๐ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิด สามัญสังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย ภาค ๔ หนเหนือ ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่จำนวน ๔๖ไร่ ๓ งาน๑๗.๔ ตารางวา น.ส. ๓ ก เลขที่ ๔๗๐, ๔๗๑ น.ส. ๓ เลขที่ มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๒ แปลงมีเนื้อที่จำนวน ๓๐ ไร่ ๒ งาน ๔๒ ตารางวา ตามโฉนดตราจอง และ น.ส. ๓ เลขที่ ๒๒๒๖, ๒๑๙ อยู่ที่ตำบลในเมือง และ ตำบลหนองปลาไหลแห่งละหนึ่งแปลง ตั้งวัดพุทธศักราช ๒๓๘๘ได้รับพระราชทาน
วิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๙๒เขตแดนวิสุงคามสีมา กว้าง ๙ เมตร ยาว ๒๖ เมตร เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเมื่อพุทธศักราช๒๕๑๐ - ๒๕๑๓ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญเมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๙
 
 
 อาณาเขต               
                     ทิศเหนือ   ติดกับที่ตั้งของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต ๑ (สำนักงานประถมศึกษาพิจิตรสปจ.เก่า)
                    ทิศใต้   ติดกับที่ทำการไปรษณีย์พิจิตร
                    ทิศตะวันออก  ติดกับแม่น้ำน่าน
                    ทิศตะวันตก   ติดกับถนนศรีมาลาตรงกันข้ามเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอเมืองพิจิตร เรือนจำพิจิตรและกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิจิตร


        ความเป็นมาวัดท่าหลวง พระอารามหลวงเป็นวัดโบราณวัดหนึ่งซึ่งอยู่คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพิจิตรตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่าน ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อใดแต่ มีหลักฐานที่สืบทราบได้ว่าสร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๓๘๘ เป็นต้นมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรีขณะนั้นมีฐานะเป็นวัดประเภทสำนักสงฆ์ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาต่อมาเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๙๒ จึงได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาภายในพระอุโบสถประดิษฐานองค์หลวงพ่อเพชร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยเชียงแสนหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ มีพุทธลักษณะที่งดงามมาก ขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๔๐ เมตร สูง ๑.๖๐เมตร เป็นพระพุทธรูปที่สำคัญคู่บ้านคู่เมืองพิจิตรอายุการสร้างวัดปรากฏตามหลักฐานพอสืบค้นได้จากอดีตจนถึงปัจจุบันประมาณ ๑๖๐ กว่าปี
               วัดท่าหลวงมีชื่อเรียกกันหลายชื่อ เดิมทีเรียกกันว่า "วัดราษฎร์ประดิษฐาราม" ต่อมาเรียกกันว่า "วัดประดิษฐาราม" ปัจจุบันเรียกว่า "วัดท่าหลวง" ซึ่งเรียกตามชื่อของหมู่บ้านที่ตั้งวัดอยู่ คำว่า "ท่าหลวง" นั้นเป็นชื่อของหมู่บ้านท่าหลวง คลองท่าหลวง ตำบลท่าหลวง และเคยเป็นชื่อของอำเภอท่าหลวงมาก่อน ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๑เปลี่ยนเป็นอำเภอเมืองพิจิตรจนถึงปัจจุบันทางราชการได้เคยใช้สถานที่วัดท่าหลวงในกาประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเป็นประจำ
วัดท่าหลวงนี้มีมาก่อนที่จะย้ายเมืองพิจิตรเก่ามาตั้งอยู่ที่เมืองพิจิตรใหม่ในปัจจุบันแต่เดิมมีฐานะเป็นเพียงสำนักสงฆ์ตั้งอยู่ในป่าพงละเมาะไม้ในเขตหมู่บ้านท่าหลวงอำเภอท่าหลวง จังหวัดพิจิตรซึ่งในขณะนั้นที่ตั้งตัวเมืองพิจิตรอยู่ที่ตำบลเมืองเก่าห่างจากตัวเมืองพิจิตรใหม่ในปัจจุบันไปทางทิศตะวันตกประมาณ๘ กิโลเมตรและได้ย้ายเมืองพิจิตรเก่ามาตั้งอยู่ที่เมืองพิจิตรใหม่ดังที่ปรากฏในปัจจุบันในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ซึ่งในขณะนั้นวัดท่าหลวงมีมาอยู่ก่อนแล้วแต่สภาพโดยทั่วไปของเสนาสนะถาวรวัตถุภายในวัดมีเพียงกุฏิหลังคามุงแฝกอยู่ ๒ - ๓หลัง และมีอุโบสถหลังเก่ากับวิหารเก่าตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่านแต่มาเกิดไฟไหม้พงซึ่งใกล้กับที่ตั้งวัด ดังนั้นวัดท่าหลวงจึงถูกไฟไหม้กุฏิไปด้วยส่วนอุโบสถเก่าและวิหารเก่าก็ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา
               ครั้นต่อมาเจ้าอาวาสวัดท่าหลวงในยุคนั้น สันนิษฐานว่า "พระเดชพระคุณพระธรรมทัสสีมุนีวงศ์ (หลวงปู่เอี่ยม) ซึ่งในขณะนั้นพระเดชพระคุณพระธรรมทัสสีมุนีวงศ์ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดพิจิตรได้สร้างกุฏิขึ้นใหม่ ในสมัยรัชกาล ๕พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบว่าวัดท่าหลวงเป็นที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อเพชรซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เป็นมิ่งขวัญของชาวพิจิตรต่อมาเจ้าพระยาเทพาธิบดี (อิ่ม) เจ้าเมืองพิจิตร ได้รับคำสั่งจากเจ้าพระยาศรีสุริยศักดิ์ สมุหเทศาภิบาล มณฑลพิษณุโลกว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จักได้พระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่งดงามไปประดิษฐานไว้ที่วัดเบญจมบพิธดุสิตวนาราม จังหวัดพระนคร ดังนั้น พระยาเทพาธิบดี เจ้าเมืองพิจิตรจึงได้อัญเชิญองค์หลวงพ่อเพชร ซึ่งในขณะนั้นประดิษฐานอยู่ที่อุโบสถวัดนครชุมเมืองพิจิตรเก่านำมาประดิษฐานไว้ที่วัดท่าหลวงเมืองพิจิตรใหม่เพื่อที่จะน้ำขึ้นทูลเกล้าถวายตามพระราชประสงค์แต่ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงทราบว่าชาวเมืองพิจิตรมีความเศร้าโศกเสียใจเป็นอันมากด้วยความเสียดายองค์หลวงพ่อเพชรพระองค์ จึงรับสั่งให้นำองค์หลวงพ่อเพชรกลับคืนไปพักไว้ที่วัดท่าหลวงตามเดิมโดยมิได้อัญเชิญกลับไปยังวัดนครชุมเมืองพิจิตรเก่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
               เมื่อวันที่๘ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๒ ตรงกับวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีระกา เอกศก ๑๒๗๑รัตนโกสินทรศก ๑๒๘ ได้มีพระยาพิชัยณรงค์สงคราม (ดิษ) เจ้าเมืองพิจิตร (เผื่อน)ภริยา และนายคอนผู้เป็นบุตร พร้อมใจกันสร้างพระอุโบสถหลังนี้ไว้ตามเดิมด้วยทุนที่ได้รับพระราชทานเงินเดือนจำนวน ๑,๒๓๓ บาท (หนึ่งพันสองร้อยสามสิบสามบาท)มิได้แข่งขันกับวัดใดวัดหนึ่ง โดยมิได้มีที่เดือดร้อนและมีผู้ร่วมบริจาคหลายรายเพราะพระอุโบสถได้ชำรุดทรุดโทรมพระสงฆ์ได้รับความเดือดร้อนมากในการกระทำสังฆกรรมจึงคิดจะอำนวยการนี้ขึ้น